วันนี้มีความชัดเจนแล้วว่า สถานการณ์พิเศษของประเทศ ไม่มีผลต่อไทม์ไลน์การเมือง 120 วัน "ยุบสภา" ตาม MOA ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ได้ตกลงร่วมกันไว้
ช่วงบ่ายแก่วันวา น(28 ต.ค.68) หลังลงเครื่องกลับจากประชุมอาเซียนซัมมิต ที่มาเลเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้พยักหน้ารับคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องไทม์ไลน์ยุบสภายังเหมือนเดิมหรือไม่ พร้อมสำทับซ้ำว่า "เหมือนเดิม"
ก่อนหน้านั้น ที่ทำเนียบรัฐบาล บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย บอกกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมครม.ถึงสองครั้งเช่นกันว่า "ไม่ได้มีอะไร ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิม"
เมื่อปฏิทินการเมืองยังคงเดิม ทุกพรรคก็เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แต่งองค์ทรงเครื่อง ยกเครื่อง จัดทัพ เปิดรับนักการเมืองเข้าสังกัด ตามเหตุผลความจำเป็นของแต่ละพรรคไป
ด้วยเหตุนี้หรือเปล่า ที่ทำให้นายกฯ อนุทิน ไม่ได้ยินดียินร้ายกับคำถามเรื่องการยื่นอภิปรายไว้ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านนัก "การอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ที่ฝ่ายค้าน หากเกิดขึ้นก็พร้อมชี้แจง"
พร้อมปฏิเสธคำถามนำที่ว่าไม่ได้ไปเบรกฝ่ายค้านไม่ให้อภิปรายใช่หรือไม่ "ไม่เคย" สั้นๆ แต่ทรงความหมาย ไม่ได้ปากกล้าขาสั่นว่าอย่างนั้นเถอะ
ความจริงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ตกเป็นข่าวในช่วงนี้ น่าจะมาผิดเวลาเสียด้วยซ้ำ เพราะพรรคเพื่อไทย ที่เป็นฝ่ายค้านอิสระ ร่ำ ๆ จะยื่นอภิปรายตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน ยังไม่ทันได้แถลงนโยบายต่อสภา
จองกฐินไว้ตั้งแต่หัววัน ประมาณว่าแถลงนโยบายเสร็จก็จะยื่นซักฟอกทันที
แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จึงปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนจะปิดสมัยประชุมในวันสองวันนี้แล้ว ถึงได้กลับมาเป็นข่าวบนหน้าสื่ออีกรอบ จนนักข่าวต้องไปเอาความจริงจากปากนายกฯ อนุทิน ซึ่งความจริงไม่ต้องรีบขนาดนั้น เพราะกว่าจะเปิดสมัยประชุมอีกทีก็วันที่ 12 ธันวาคมโน่น
ถึงตอนนั้น ไทม์ไลน์ที่นับถอยหลังก็เหลือแค่ 40 กว่าวันเท่านั้น และมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเร่งพิจารณาวาระ 2-3 คาอยู่ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนพอไปยื่นซักฟอกรัฐบาล
แถมเพื่อไทยเสี่ยงตกเป็นจำเลยซ้ำอีก หากรัฐบาลชิงยุบสภาหนีเสียก่อน
กระแสข่าวการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่มีออกมาในช่วงนี้ จึงเป็นเกมการเมืองอย่างที่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ประธานวิปรัฐบาล สรุปไว้ เพราะต่อให้ต้องการกดดันรัฐบาลยุบสภาภายในปลายปีนี้ คำถามคือ แล้วพรรคเพื่อไทยพร้อมหรือยัง?
ประเมินจากความเคลื่อนไหวของแต่ละพรรคเวลานี้ ที่ต่างล้วนยุ่งกับเรื่องของตัวเอง ไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น โดยเฉพาะเพื่อไทย ที่อยู่ระหว่างปรับลุก ลดโทนความเป็นพรรค "ชินวัตร" ลง รวมทั้ง ปรับสถานะใหม่ให้เป็นพรรคการเมือง "คนละครึ่ง" ระหว่างสองตระกูล "ชินวัตร - จึงรุ่งเรืองกิจ"
วางเป้าขอเป็นแค่พรรคเอสเอ็มอี ไม่ได้หวังเป็นพรรค 200 เสียง อย่างที่โม้ไว้
ตามสไตล์การเมืองของ "สอง ส." สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน วางตำแหน่งตัวเองไว้เป็นพรรคขนาดกลาง ที่สามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้กับทุกขั้วทั้ง "น้ำเงิน - ส้ม"
เมื่อวางตัวเองไว้ในตำแหน่งนี้ ก็ย่อมหลีกเลี่ยงการปะทะ เดินแนวผูกมิตรมากกว่าสร้างศัตรู จึงไม่มีความจำเป็นใดที่เพื่อไทย ต้องไปยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ให้ขุ่นข้องหมองใจกันเพิ่ม เพราะลำพังที่ทำไว้ก็ล้างออกยากอยู่แล้ว
ประเด็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ถูกโยนออกมาในชั่วโมงนี้ น้ำหนักจึงอยู่ที่การส่งสัญญาณ "ติดเบรก" ไปยังพรรคการเมืองที่หวังเป็นพันธมิตรกันในวันข้างหน้า ให้รักษาระยะความสัมพันธ์ที่มีอยู่เอาไว้ อย่าได้ขัดใจกันมากกว่า
แน่นอนว่าในสถานการณ์ขาขึ้นของสีน้ำเงิน คงไม่มีพรรคไหนหาญกล้าพอที่จะเผาสะพานทิ้ง




