ดังไม่แพ้ ‘แม่ทัพกุ้ง’ พล.ท.บุญสิน พาดกลางแม่ทัพภาคที่ 2 แล้ววันนี้ สำหรับ ‘แม่ทัพใหญ่’ พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1
ต่างกันก็แต่…คนหนึ่งดัง…ดั่งวีรบุรุษ
ขณะที่อีกคนหนึ่ง…ดัง…แบบดำดิ่ง
ทั้งที่ทั้งคู่เป็นคนทำงาน และ 5 วันในช่วงสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างก็ทุ่มเทสรรพกำลังลงไปในปฏิบัติการทั้ง 5 วันแบบเต็มที่
‘แม่ทัพกุ้ง’ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (ตท.26) รับผิดชอบพื้นที่สมรภูมิหลักในภาคอีสาน ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาปะทะกันหนักตลอดแนวชายแดนทั้ง 5 วัน
‘แม่ทัพใหญ่’ พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.27) รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนที่ติดกัมพูชาในภาคตะวันออก ความยาว 165 กิโลเมตร ซึ่งทั้งหมดอยู่ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว
‘แม่ทัพกุ้ง‘ ในฐานะแม่ทัพหลักที่ควบคุมการบัญชาการรบ นำกองกำลังผสมที่ได้รับการสนับสนุนจัดกำลังจากหน่วยหลักหลายหน่วย รบยันและตีโต้ฝ่ายกัมพูชา จนถอยร่นกลับเข้าไปในเขตแดนตัวเองถึง 11 จุด
เหลือเพียงตัว ปราสาทตาควาย ที่สุ่มเสี่ยงและเวลาไม่พอ ทำให้ต้องยอมปล่อยให้ทหารกัมพูชาเข้าไปวางกำลัง และบังเกอร์ในตัวปราสาท
ชัยชนะเหนือฝ่ายกัมพูชาซึ่งสูญเสียอย่างหนัก ทำให้วีรกรรมของกำลังทหารในสมรภูมิของกองทัพภาคที่ 2ได้รับการสดุดี และชื่นชมจากทุกสารทิศ จนถึงขั้นเรียกร้องให้ต่ออายุราชการให้กับแม่ทัพกุ้ง เพราะไม่อยากให้เปลี่ยนม้ากลางศึก
‘แม่ทัพกุ้ง’ เตรียมยุติเส้นทางชีวิตรับราชการอย่างสวยงาม และสมเกียรติชายชาติทหาร
ขณะที่เมื่อหันกลับมาในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 แม้จะไม่มีการปะทะกันแบบสมรภูมิทัพภาคที่ 2 แต่กองกำลังของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งจัดกำลังหลักทั้งทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ รวมทั้งกองพลสไตร์เกอร์ ตามแผนจักรพงษ์ภูวนารถ 681 ก็สามารถผลักดันกำลังของฝ่ายกัมพูชาที่รุกเข้ามาประชิดชายแดนได้ทั้ง 4 พื้นที่
โดยเอกสารข่าวของกองทัพภาคที่ 1 ระบุเมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2568 ว่า กองกำลังบูรพาได้ใช้กำลังเข้าปฏิบัติในการผลักดันกำลังฝ่ายกัมพูชา ออกจากเขตแดนอธิปไตยของประเทศไทย และบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ ตาม MOU-43 จำนวน 4 พื้นที่
ทั้ง 4 พื้นที่ประกอบด้วย อำเภอตาพระยา 2 พื้นที่ และอำเภอโคกสูง 2 พื้นที่ รวมทั้งได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาก่อสร้างเอาไว้ โดยไม่มีการปะทะ และไม่มีความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย
อ่านจากรายงาน และเอกสารข่าวของกองทัพภาคที่ 1 สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว ก็น่าจะอยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย และควรที่จะเป็นผลงานของแม่ทัพภาคที่ 1 และหน่วยกำลังในพื้นที่
แต่หลังจากเที่ยงคืนวันที่ 28 กรกฏาคม 2568 ซึ่งเป็นห้วงระยะเวลาหยุดยิง และทั้งสองฝ่ายจะต้องหยุดอยู่บนจุดที่ครอบครองได้ ณ เวลานั้น
กองกำลังบูรพา ที่เข้าไปปฏิบัติการผลักดันกองกำลังฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ ซึ่งเรียกว่า พื้นที่อ้างสิทธิ์ตาม MOU-43 ก็วางกำลังทั้งหมด อยู่ในพื้นที่ซึ่งยึดครองได้
นอกจากการวางกำลังตามยุทธวิธี เนื่องจากชายแดนด้านตาพระยาและโคกสูงเป็นพื้นที่ราบ ง่ายต่อการลักลอบข้ามเขตแดน กองกำลังบูรพาจึงได้วางลวดหนามหีบเพลงเป็นแนวยาวกั้นระหว่างชายแดน เพื่อป้องกันการลอบรุกล้ำเข้ามาอีกครั้งของฝ่ายกัมพูชา
โดยเฉพาะในพื้นที่ ‘บ้านหนองจาน‘ ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว บริเวณซึ่งเคยเป็นค่ายผู้ลี้ภัยกัมพูชา กองกำลังบูรพาได้เข้าไปวางลวดหนามหีบเพลงกั้นกลางบริเวณชุมชนเดิม ที่มีชาวกัมพูชาตีมึนเข้ามาปลูกสร้างบ้านเรือนไว้ ทำให้ชุมชนชาวกัมพูชา แยกออกเป็นสองส่วน
สถานการณ์บริเวณ ‘บ้านหนองจาน‘ ทำให้ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งเข้ามาประท้วง และเรียกร้องให้ทหารไทยรื้อลวดหนามดังกล่าวออก เพราะเป็นการปิดกั้นการไปมาหาสู่ของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของชาวกัมพูชาทั้งหมด ไม่ได้รับการผ่อนปรนจากฝ่ายไทย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว กองกำลังบูรพาได้พยายามผลักดันชาวกัมพูชาให้ออกจากพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง…แต่ไม่สำเร็จ
ครั้งนี้จึงเป็นจังหวะและโอกาสสำคัญ ที่กองกำลังบูรพาสามารถเข้าครอบครองพื้นที่บริเวณนั้น และวางแนวรั้วลวดหนามป้องกันชาวกัมพูชากลับเข้ามาได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่ายี่สิบปี
การรุกคืบของกองกำลังบูรพาที่เข้าไปยึดครองพื้นที่บางส่วนของ ‘บ้านหนองจาน‘ และวางแนวลวดหนามกั้นขวางไว้ จึงควรเป็นภารกิจที่ควรได้รับการตีมือและชื่นชม
แต่ท้ายสุด รั้วลวดหนามที่ควรจะสร้างบาดแผล และสกัดผู้บุกรุก ไม่ให้ย้อนกลับเข้ามายึดครองพื้นที่อีก กลับเป็นรั้วลวดหนามที่บาดลงกลางมือ และลงกลางใจของเหล่าทหารของกองกำลังบูรพา และ ‘แม่ทัพใหญ่’ พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1
เมื่อเผชิญกับข้อกล่าวหาว่า ทำให้ประเทศไทยสูญเสียดินแดน จากการวางรั้วลวดหนาม เพราะบริเวณที่วางรั้วและพื้นที่ถัดออกไปจากรั้ว ก็คือ พื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย
แม้กองกำลังบูรพาจะพยายามอธิบายถึงแผนที่อาณาเขตว่า พื้นที่ทั้งหมด ทั้งหลังรั้วลวดหนามและหน้ารั้วลวดหนาม ต่างก็ยังเป็นของไทย เพียงแต่มีการโต้แย้งสิทธิ์จากกัมพูชา ที่อ้างว่า พื้นที่นั้นชาวกัมพูชาอยู่มานานกว่า 30 ปี
กองกำลังบูรพาวันนี้ สามารถรุกคืบผลักดัน แล้วเข้าไปกันเขตพื้นที่เพิ่มเติม ได้เพิ่มขึ้นกว่าก่อนวันที่ 24 กรกฏาคม 2568 ด้วยซ้ำ
การวางแนวลวดหนาม ก็เพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาของชาวกัมพูชาที่เคยรุกล้ำพื้นที่บริเวณนั้น มิใช่เป็นการกำหนดเส้นเขตแดน หรือเส้นกำหนดเขตอธิปไตยของไทย
ปฏิบัติการวางแนวลวดหนามของกองกำลังบูรพา ที่ควรจะแสดงถึงความเข้มแข็ง และเด็ดขาดในการสกัดกั้น การลักลอบผ่านเข้า-ออก บริเวณแนวชายแดน ทั้งของคนกัมพูชา และคนไทยที่พยายามลักลอบกลับเข้าไปทำงานในฝั่งตรงข้าม
กลับกลายเป็นปฏิบัติการที่ถูกโจมตีอย่างหนัก…
เป้าหมายการโจมตีพุ่งเป้าไปที่ พล.ท.อมฤต และพาดพิงไปถึงบรรดาเหล่านายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ โดยเฉพาะ 3 ป. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ,พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ,และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ดูเหมือนจะตกเป็นตำบลกระสุนตกในประเด็นนี้มากที่สุด ด้วยเหตุเพราะหนึ่ง เป็นทั้ง อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 ,อดีต ผบ.ทบ. และเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี อีกหนึ่ง ก็เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นดั่งผู้บังคับบัญชาสายตรง และสนับสนุน ‘แม่ทัพใหญ่’ มาตลอด ในฐานะที่เป็นหนึ่งในทีมฝ่ายเสธฯ และทีมรปภ.ของ พล.อ.ประยุทธ์ และเป็นหนึ่งในสายเลือดทหารเสือราชินี เพราะเติบโตมาในกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์
เส้นทางการเติบโตของ พล.ท.อมฤต ทั้งตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 และตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ว่ากันว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประหนึ่งลมใต้ปีกของแม่ทัพใหญ่มาตลอดเส้นทาง
ในช่วงเวลาแห่งการโยกย้าย ที่ พล.ท.อมฤต มีโอกาสจ่อขยับจากแม่ทัพภาคที่ 1 เข้าไลน์ 5 เสือทบ.ในตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทบ.
นอกจากนี้ ยังจ่อเข้าคิวเป็นหนึ่งในแคนดิเดต ผบ.ทบ.คนต่อไปจาก พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.ที่จะเกษียณในปี 2570 เนื่องจาก พล.ท.อมฤต เกษียณอายุราชการ ปี 2571 มีโอกาสเป็นผบ.ทบ.ได้หนึ่งปี
แต่ทั้งสองจังหวะของ พล.ท.อมฤต ทั้งการเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. และการจ่อคิวเป็นหนึ่งในแคนดิเดต ผบ.ทบ.จนไปสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ในปี 2570 ว่ากันว่า จะไม่ราบรื่น และเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีลมใต้ปีกที่ชื่อ ‘ลุงตู่’
เช่นกัน หาก พล.ท.อมฤต ไปสู่จุดสูงสุดของกองทัพในตำแหน่ง ผบ.ทบ. บารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะยิ่งเบ่งบานมากขึ้น
จากที่วันนี้คะแนนนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ ที่สะสมเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว
จากที่วันนี้เสียงเรียกร้องจากบางกลุ่ม ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เสียสละกลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ก็ดังมากอยู่แล้ว
จากที่วันนี้ บารมีส่วนตัวก็เจิดจ้ามากพออยู่แล้ว ก็ยิ่งเสริมส่งบารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เบ่งบานมากขึ้นไปอีก
อย่าแปลกใจที่วันนี้… ’แม่ทัพใหญ่‘ จะตกเป็นเป้าตำบลกระสุนตก
อย่าแปลกใจที่วันนี้… ‘พล.อ.ประยุทธ์’ จะถูกพาดพิงถึงบ่อยๆ
’บ้านหนองจาน’ หากศึกษาเรื่องราวของสงครามเย็นเมื่อครั้งกองทัพเวียดนาม เข้าไปมีบทบาทในกัมพูชา และยกกำลังเข้ามาประชิดชายแดนไทยที่อำเภออรัญประเทศ
คนที่ผ่านการทำข่าวในช่วงเวลานั้นทราบดีว่า ที่ตั้งของ ‘บ้านหนองจาน’ นอกเหนือเป็นค่ายผู้ลี้ภัยกัมพูชาแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของกองกำลังเขมรเสรี ที่ซ่องสุมกำลัง เพื่อตอบโต้รัฐบาลเฮงสัมริน ที่เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของเวียดนามในเวลานั้นอีกด้วย
‘บ้านหนองจาน‘ ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก ในฐานะหมู่บ้านที่ทำหน้าที่รัฐกันชน และทำหน้าที่แลนด์บริดจ์ในการสนับสนุนอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับคนกัมพูชาในเวลานั้น
ลึกๆ ‘บ้านหนองจาน‘ ยังเคยทำหน้าที่เป็นจุดพักอาวุธ ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนและอเมริกา ให้กับกลุ่มเขมรเสรี
ชุมชนชาวกัมพูชาบ้านหนองจาน จึงเป็นประหนึ่งชุมชนมีเส้นสาย ที่ทางไทยพยายามผลักดันออกมานาน…แต่ไม่สำเร็จ
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฝ่ายไทย มีโอกาสวางแนวลวดหนามกันบริเวณออกมาได้สำเร็จเป็นบางส่วน แต่ความสำเร็จของกองทัพภาคที่ 1 กลับเป็นความสำเร็จที่มีบาดแผล
คำถาม คือ บาดแผลของกองทัพภาคที่ 1 มาจากปฏิบัติการวางแนวลวดหนาม หรือเป็นบาดแผลที่มุ่งสกัดเส้นทางการเติบโตของ พล.ท.อมฤต บุญสุยา ที่ทอดยาวไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังของพล.ท.อมฤต หรือไม่
หรือข่าวลือว่า พล.ท.อมฤต อาจถูกสไลด์ออกด้านข้าง ไม่ได้เข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. แต่ไปเติบโตที่กระทรวงกลาโหม อาจจะเป็นเรื่องจริง
…แค่ทิ้งไว้ให้คิด




