ภูมิใจไทย ในภาวะฟองสบู่การเมือง

15 มิ.ย. 2569 - 11:03

  • จากพรรคภูธรสู่แชมป์เลือกตั้ง ท่ามกลางคำถามเรื่องฐานเสียง

  • นโยบายและการบริหารงานถูกจับตาหนักหลังรับตำแหน่งรัฐบาล

  • บททดสอบสำคัญคือการรักษาศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน

ภูมิใจไทย ในภาวะฟองสบู่การเมือง

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือพรรคสีน้ำเงิน ที่ได้รับการอุปโลกน์ให้เป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยม ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นพรรคภูธรที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด จาก 71 เสียง เพิ่มเป็น 192 เสียง ในชั่วเวลาพริบตา

ไม่เพียงผู้คนทั่วไปเท่านั้น ที่รู้สึกสนเท่ห์กับผลการเลือกตั้งที่ออกมา คนในพรรคสีน้ำเงินเอง ก็คาดไม่ถึงกับตัวเลข สส.ที่ได้มาเช่นกัน ซึ่งส่วนหนึ่งคงมาจากกระแสตอบรับการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงสั้นๆ และอีกส่วนมาจากความจัดเจนทางการเมือง ที่ได้เหล่านักเลือกตั้งกลุ่มบ้านใหญ่เข้ามาอยู่ในสังกัดเป็นจำนวนมาก

เมื่อสองสิ่งนี้มารวมอยู่ด้วยกัน บวกกับเสียงกระซิบเชิงอำนาจ ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ จึงทำให้ ภท.กระโดดค้ำถ่อขึ้นเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ชนิดที่ฉีกโพลทุกสำนัก

แต่หากพินิจพิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่า การเติบใหญ่ของพรรคสีน้ำเงินเที่ยวนี้ ไม่ต่างอะไรกับ ‘ฟองสบู่’ ในทางเศรษฐกิจ ที่โตขึ้นแบบขาดปัจจัยพื้นฐาน ถูกตีฟูขึ้นโดยไม่มีการผลิตจริง สุดท้ายก็นำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตก

ฉันใดก็ฉันนั้น วันนี้พรรคสีน้ำเงินที่คว้าแชมป์เลือกตั้งหนล่าสุดมาได้ 192 เสียง ก็ขาดปัจจัยพื้นฐานในทางการเมือง ทั้งศรัทธาและมวลชน จับต้องไม่ได้ แต่ถูกตีฟูขึ้นด้วยเหตุปัจจัยอื่น ที่นำมาเป็นโครงสร้างแข็งแกร่งให้กับพรรคไม่ได้

ดังนั้น เมื่อเวลาแห่งการเป็นรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ผ่านไปเพียงสองเดือนและเพิ่งก้าวเข้าสู่สัปดาห์แรกของเดือนที่สาม แต่ความรู้สึกของผู้คนที่ติดตามการทำงานของรัฐบาล ดูเหมือนเป็นวันเวลาที่ยาวนานมาก เนื่องจากมีคำถามใหญ่น้อยเกิดขึ้นมากมาย

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศการกลับมาเป็นรัฐบาลหนนี้ไว้ ไม่ได้อยู่สั้นๆ แค่ 4 เดือนเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นรัฐบาลที่มีวาระ 4 ปี ทว่าทันทีที่กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง สิ่งที่ทำกลับสวนทางกับที่พูดไว้

อย่างแรกเลย เร่งแจกเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับเหล่าลูกเทพ ลูกบังเกิดเกล้าทั้งหลายโดยไม่มีรีรอหรือลังเล ประหนึ่งว่านี่คือนาทีทอง จะไม่มีเวลาดีๆ แบบนี้หวลกลับมาอีก ซึ่งวันนี้ได้พิสูจน์ทราบกันไปแล้วว่า เหล่ารัฐมนตรีลูกเทพทำงานกันเป็นอย่างไรบ้าง

ถัดมา การเร่งรีบผลักดันโครงการต่างๆ แบบขัดหู ขัดตาประชาชน ตั้งแต่ใหญ่สุดโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้หรือแลนด์บริดจ์ จนมาถึงโครงการแจก AI หรือ TH-AI Passport กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)

ไม่นับเรื่องคดีค้างเก่าของคนในเครือข่ายพรรคสีน้ำเงิน ที่ล้วนได้รับการขจัดปัดเป่า "ฟอกขาว" ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใยกันในเวลาอันรวดเร็ว หรือถ้าเรื่องไหนที่อยากให้ช้าก็กดปุ่มให้ค่อยเป็นค่อยไปตามใจปรารถนาได้อีกเหมือนกัน

จึงเป็นที่มาของคำ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ บังเกิดกับรัฐบาลที่เพิ่งเข้าบริหารประเทศได้เพียงสองเดือนเศษ เพราะเร่งใช้บุญเก่า โดยบุญใหม่ไม่สร้าง เสมือนรู้ว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ไม่ใช่ 4 ปีอย่างที่พูดไว้

วันนี้ นอกจากสารพัดคำถามข้างต้นที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลแล้ว ยังมีอีกหลายนโยบายที่หาเสียงไว้แต่ไม่ได้ทำ ส่วนที่ทำก็ไม่ตรงปก อาทิ การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ที่เข้าผิดซอยจนต้องประกาศหารัฐมนตรีหาย หรือค่าไฟฟ้ายูนิตละ 3 บาท ก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน

ส่วนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการทบทวนสิทธิ ‘บัตรคนจน’ ก็คิดไม่สุด เปลี่ยนกลับไปกลับมา เพราะไปเชื่อเสนาบดีมืออาชีพ "หัวสี่เหลี่ยม" ที่มาจากข้าราชการประจำ ก็เลยเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลแจกเงินแล้วถูกชาวบ้านรุมด่า

ในทางรัฐศาสตร์มีศัพท์แสงที่พูดถึงกันอยู่คำหนึ่งว่า ศรัทธาคือสะพานทอดข้ามสู่ดวงดาว หากวันนี้รัฐบาลอนุทิน 2 ขาดสิ่งที่เรียกว่า ‘ศรัทธา’ ต่อให้ใช้เงินหว่านจ้างพวก ‘ไอโอสีน้ำเงิน’ ปั้นข่าวโต้ตอบอย่างไร ก็คงกระเตงรัฐบาลไปต่อยาก 

เพราะรัฐบาลสีน้ำเงินยามนี้กำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่การเมืองแตก เพียงแต่ได้สถานการณ์พิเศษช่วยไว้ จึงน่าจะประคองตัวให้พอผ่านช่วงครึ่งปีหลังนี้ไปได้เท่านั้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์