ผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้ว ด้วยบรรยากาศสุดคึกคักทั่วไทย ทั้งเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ตะวันออก ตก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ที่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิมากถึง 8.4 แสนคน มารอหย่อนบัตรกันแต่เช้าเป็นแถวยาว
ตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนนำ 2.4 ล้านเสียง ของผู้ใช้สิทธิล่วงหน้า ทยอยจัดส่งไปยัง 400 เขต เพื่อนำมานับรวมกันหลังปิดหีบลงคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
ส่วนจะกาให้ใคร พรรคไหนบ้าง ไปรอลุ้นกันเอาในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้
นับจากนี้ไปอีกเพียงห้าวัน จะได้หย่อนบัตรลงคะแนนของจริงกัน ไม่รู้พรรคการเมืองไหนจะยังมีไม้เด็ดออกมาเรียกคะแนนเสียงในช่วงร้อยเมตรสุดท้ายอีกหรือไม่ ซึ่งหากหมดมุกแค่นี้ ก็เท่ากับบดขยี้กัน 3 พรรคหลัก คือ ส้ม น้ำเงิน แดง
ที่เหลือเป็นพรรคตัวแปรและตัวสอดแทรก
ทั้งสามพรรคหลักข้างต้น “ประชาชน-ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” เรียงลำดับตามกระแสโพลจะออกมาก่อนหลังแบบนี้ แต่ถ้าจำแนกแยกแยะลึกลงไปจะเห็นได้ว่าที่หนึ่งกับที่สอง ยังมีการสลับตำแหน่งกันอยู่ เพราะมีตัวแปรอยู่ในระบบเขตที่โพลไม่สามารถชี้ชัดได้
ทำให้ตัวเลขรวมของสีน้ำเงินสูงกว่าสีส้มอยู่ราว 15-25 ที่นั่ง
ในขณะที่สีแดง ซึ่งคะแนนกระเตื้องขึ้นแบบดีวันดีคืน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ที่บดขยี้กันหนักกับสีน้ำเงิน หากน้ำเงินพลาดท่าไม่สามารถโค่นสีแดงแชมป์เก่าลงได้ โอกาสจะขยับขึ้นเป็นพรรคอันดับหนึ่ง คงเป็นไปได้ยาก
ดังนั้น ตรงนี้จะได้เห็นฉากทัศน์การเมืองหลังเลือกตั้ง แบ่งออกเป็นอย่างน้อยสองฉากทัศน์
ฉากทัศน์แรก หากน้ำเงินพลิกเอาชนะในพื้นที่ภาคอีสาน โค่นสีแดงแชมป์เก่าลงได้ โอกาสเข้าป้ายมาเป็นที่หนึ่งก็สดใส สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว และมีสิทธิเลือกจะผสมกับใครสีไหนก็ได้ ยกเว้นสีส้ม ที่ต้องไปรับบทฝ่ายค้าน ตามที่ประกาศไว้
ฉากทัศน์ที่สอง หากสีส้มมาเป็นที่หนึ่ง ก็ย่อมมีความชอบธรรมที่จะได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน ซึ่งต้องไปดูว่าเสียงที่ได้มานั้น จะมากพอรวมกับสีแดงและพรรคขนาดเล็กตั้งรัฐบาลขึ้นเอง โดยที่ไม่มีสีน้ำเงิน สีเขียว และสีฟ้าได้หรือไม่
สุดท้ายหากสีส้ม แม้จะได้แชมป์เลือกตั้ง แต่เมื่อไม่สามารถรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งของสภา ก็จะกึ่งๆ ซ้ำรอยเดิมปี 2566 คือ จัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ และเปิดทางให้พรรคอันดับสอง ทำหน้าที่รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลต่อไป
ตรงอย่างหลังนี่แหล่ะ ที่จะสร้างความยุ่งยากให้กับการเมืองไทย อย่างที่โหรบางสำนักทำนายไว้ คือ หลังเลือกตั้งกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ต้องใช้เวลากันนาน และอาจทำให้เกิดสุญญากาศขึ้น พอๆ กับหลังเลือกตั้งปี 2566 ที่ทำให้ร่างกฎหมายสำคัญๆ ที่ค้างอยู่ในสภาตกไปทั้งหมด เพราะไม่สามารถนำกลับมายืนยันให้สภาพิจารณาต่อได้ทันกรอบเวลา 60 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
แต่บทเรียนจากหนก่อนและประสบการณ์จากการเดินเกมการเมืองผิดพลาดซ้ำๆ ทั้งเอ็มโอยู และเอ็มโอเอ คงไม่ทำให้แต่ละฝ่ายใช้เวลานานในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้
ส่วนจะออกฉากทัศน์ที่หนึ่ง หรือฉากทัศน์ที่สอง ต้องไปรอลุ้นผลกันก่อนเที่ยงคืนวันอาทิตย์นี้ เพราะต่อให้เป็น ‘หวยล็อก’ แต่ถ้าทำได้ไม่ถึงเป้าก็คงไม่ง่ายที่จะได้กลับมา
ยกเว้นจะเป็นการเมืองวิถีโค้งแบบฉีกขั้วมีสูตรพิสดารรอบใหม่ขึ้น ส่วนจะพิสดารล้ำลึกขนาดไหนค่อยมาขยายความกันในโอกาสต่อไป




