ปลายทางคดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.

2 มี.ค. 2569 - 09:45

  • ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ 9 คน สอบข้อกล่าวหา เอกวิทย์ วัชชวัลคุ

  • ปลายทาง 3 ทางเลือก ยุติเรื่อง-ผิดจริยธรรม-ผิดอาญา

  • หากศาลรับฟ้อง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ปลายทางคดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.

กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ไปทันที เมื่อ เอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช.ถูกตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ขึ้นไต่สวนกรณีถูกกล่าวหารับสินบนทองคำหนัก 246 บาท เพื่อให้การช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.ซึ่งถูกกล่าวหารับผลประโยชน์เวบพนันออนไลน์ ที่คดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช.

โดย อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ลงนามแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ จำนวน 9 คน ไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตามที่ประธานวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภา มีหนังสือมาขอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2560 มาตรา 49 และมาตรา 50

“มีเหตุอันควรสงสัยว่า นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. มีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา”

ตามขั้นตอน ภายใน 14 วันนับแต่วันประกาศรายชื่อคณะผู้ไต่สวนอิสระ หากไม่มีผู้ใดคัดค้านผู้ไต่สวนอิสระคนใด คณะผู้ไต่สวนอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น ก็จะเดินหน้าไต่สวนคดีประวัติศาสตร์นี้ต่อไป ซึ่งเป็นครั้งแรกของกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ปี 2560

หลังวันที่ 11 มีนาคมนี้ คณะอรหันต์ทั้ง 9 อันประกอบด้วย 1.นายชวลิต อิศรเดช รองประธานศาลฎีกา 2.นายเผดิม เพ็ชรกูล อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง 3.นายอธิคม อินทุภูติ ผู้พิพากษาอาวุโสนในศาลฎีกา 4.นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

5.นายอดิศร ไชยคุปต์ รองอัยการสูงสุด 6.นายสัญจัย จันทร์ผ่อง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา 7.ศ.ไผทชิต เอกจริยกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 8.ศ.ศักดา ธนิตกุล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และ 9.ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป.ป.ช.

ทั้งหมดจะร่วมกันไต่สวนตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติและดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 นั่นคือ

(1) ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลให้สั่งยุติเรื่อง และให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด

(2) ถ้าเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย โดยให้นำความในมาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหก มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(3) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และมิใช่ตามกรณี (2) ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และให้นำความในมาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ดังนั้น ปลายทางของคดีสินบนทองคำ เอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช.คือ ผิดกับไม่ผิดและผิดแบบไหน ซึ่งหากไม่ผิดก็ยุติเรื่อง พ้นบ่วงไป แต่ถ้าผิดตาม (2) ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป ส่วนถ้าผิดตาม (3) ก็ต้องมีโทษทางอาญา และหากศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่ ก็ต้องถูกริบทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย

แต่ทันทีที่คณะผู้ไต่สวนอิสระ เห็นว่ามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ดูเหมือนหนทางจะยังอีกยาวไกล แต่เมื่อกระบวนการไต่สวนได้เริ่มต้นนับหนึ่งขึ้นแล้ว เวลาของการพิจารณาต่อจากนี้คงจะอีกไม่นาน ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร อย่างน้อยกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ก็ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก และใช้กับบุคคลระดับกรรมการป.ป.ช.ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในอดีต

รอลุ้นกันว่าเมื่อครบกำหนดเวลา 90 วันแล้ว จะยังมีการขอขยายเวลาไต่สวนออกไปอีกหรือไม่.

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์