จากผลโพล 3 สำนัก นิด้า สวนดุสิต บ้านสมเด็จ ที่เปิดออกมาพร้อมกันในวันเดียว โดยสองสำนักแรกสำรวจจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ส่วนสำนักหลังสำรวจเฉพาะพื้นที่ กทม.ในห้วงเวลาเดียวกัน
โดยผลสำรวจออกมาปรากฎว่า พรรคประชาชน(ปชน.) ยังคงครองความเป็น‘อันดับหนึ่ง’ ทั้งตัวบุคคลและพรรค ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้ที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง การเลือกสส.เขตและสส.บัญชีรายชื่อ
แม้จะมีการเจาะลึกลงไปในแต่ละโพล ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขอย่างมาก เมื่อเทียบกับผลการสำรวจในการเลือกตั้งปี 2566 อาทิ ตัวเลขอันดับหนึ่งของพรรคส้ม ที่‘ไม่ได้ทิ้งห่าง’อันดับสอง แบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีต
เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของพรรคอันดับสอง ที่ไล่จี้ตามหลังพรรคส้มมาติดๆ กลับไม่ใช่พรรคเพื่อไทย(พท.) แต่เปลี่ยนเป็นพรรค‘ภูมิใจไทย(ภท.)’ ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง จากสถานการณ์ชายแแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นใจให้
นั่นเท่ากับว่า พรรคส้มอยู่ในภาวะที่แผ่วลง ส่วนพรรคน้ำเงิน กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง
แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน อย่างไร พรรคส้มก็ยังมาเป็นที่หนึ่ง ในท่ามกลางแรงเสียดทานมากมาย ทั้งจากในพรรคด้วยกันเองและจากภายนอก โดยเฉพาะกระแสรักชาติ ดิจิทัล ฟุตปริ้นต์ ที่เป็นพายุถาโถมพัดกระหน่ำพรรคส้ม
ทว่าพายุดังกล่าว กลับไม่มีผลสะเทือนต่ออันดับในโพลของพรรคส้ม เพราะอะไร?!
อย่างแรก ในสายตาของ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มองเป็นภาพสะท้อนการแบ่งฐานเสียงตามช่วงวัยชัดมากขึ้น โดยคนรุ่นใหม่‘เทคะแนน’ให้พรรคและผู้นำสายใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดพรรคการเมืองดั้งเดิมเป็นหลัก ประชาชนให้ความสำคัญกับ‘เศรษฐกิจปากท้อง’ มากกว่ากระแสหรือ‘วาทกรรม’ทางการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง
ถัดมามองกันว่า คนในเจน X-Y อาจจะไม่ได้ใส่ใจกับข่าวสารต่างๆ หรือเสพสื่อกระแสหลักกันมากนัก อารมณ์ความรักชาติและการติดหล่มวาทะกรรมของพรรคส้ม ที่คนส่วนหนึ่งรับรู้จึงไม่ได้เป็นปัญหากับเยาวชนกลุ่มนี้ด้วย หรืออาจจะรักแล้วรักเลย เพราะอย่างไรเสียก็ไม่หันไปหาพรรคการเมืองแบบเก่าอยู่แล้ว
เชื่อว่าพรรคส้มเท่านั้น ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมได้
หากสามารถรักษากระแสนี้เอาไว้ได้จนถึงวันหย่อนบัตรลงคะแนนอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ แม้กระแสพรรคส้มจะไม่ร้อนแรงเหมือนการเลือกตั้งปี 2566 และไม่สามารถสร้างปรากฎการณ์แลนด์สไลด์ในสนามกทม.ได้ แต่คง‘รักษาเก้าอี้’สส.ในเมืองหลวงเอาไว้ได้ไม่น้อยกว่าครึ่ง หรืออาจจะมากกว่า 20 ที่นั่งขึ้นไปด้วยซ้ำ
ส่วนพรรคอื่นๆ ที่โหมลงพื้นที่หาเสียงในกทม.อย่างหนัก พรรคประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคส้มในสนามนี้และมีโอกาสสูงได้กลับมาปักธงในเมืองหลวงอีกครั้ง ส่วนพรรคเพื่อไทย ลำพังรักษาเก้าอี้ที่เหลืออยู่หนึ่งเดียวเอาไว้ก็แสนยาก
ด้านพรรคภูมิใจไทย ต่อให้เที่ยวนี้มีความมั่นใจกว่าครั้งที่แล้วขนาดไหนก็ตาม แต่โอกาสแจ้งเกิดในสนามกทม.เพื่อลบภาพความเป็นพรรคภูธรลงคงไม่ง่าย อย่างมากน่าจะได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มจากเดิมที่ทำไว้ 7.7 หมื่นเสียง
สำหรับพรรคอื่นๆ ที่เหลือ คงเป็นประเภทไม้ประดับเสียมากกว่า ไม่มีพรรคใดมีเสียงมากพอเป็น ‘ม้ามืด’ ในสนามเมืองหลวงได้ แม้แต่พรรคของผู้กว้างขวางแถบเตาปูน ก็จะได้คะแนนเป็นกอบเป็นกำเฉพาะในอาณาจักรของตัวเอง แต่ไม่มากพอเป็นที่หนึ่ง ส่งให้ตัวเองเข้าสภาได้
สุดท้ายสำหรับพรรคส้ม ต่อให้ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง หักปากกาเซียนได้อย่างที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของพรรคตัวจริงประกาศไว้ แต่ก็คงไม่สามารถสานฝันตั้งรัฐบาล ‘ประชาชน’ ขึ้นพรรคเดียว อย่างที่พูด ‘จะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ให้ดู’
เพราะด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างของประเทศไทย คงไม่อนุญาตให้ฝันสีส้มของธนาธรเป็นจริงได้ อย่างมากก็ได้แค่ย่ำรอยเดิม
ชนะเลือกตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้าไม่ได้เสียงเด็ดขาดพรรคเดียว




