DeepSPACE หลักเกณฑ์การทบทวนสิทธิ์ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ของพรรคภูมิใจไทย ที่ตัดออกกว่า 6 ล้านคน ทำเอากระแสพรรคหล่นฮวบ จนต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ ปรับเงื่อนไข ยึดเวลา หวังกอบกู้ความนิยมกลับคืนมา ติดตามใน DeepSPACE ลึกกว่าที่รู้
วันก่อนในยุคที่เป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยเฉพาะสมัย แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีอยู่คำหนึ่งที่ถูกนำมาพูดถึงในทางการเมือง คือ ทำอะไรก็ผิด แม้แต่หายใจแรงยังผิดเลย ทำนองนั้น
วันนี้มาถึงรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีนายกรัฐมนตรีชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นาน แต่ด้วยการตัดสินใจที่ขาดความรอบคอบ ‘ผิดพลาด’ แบบถี่ๆ ทำให้ภาพความเป็นผู้นำของนายกฯ อนุทิน เข้าใกล้นายกฯ แพทองธาร ไปทุกขณะ
ตัวอย่างจากเรื่อง ‘การทูตดนตรี’ ที่ไปเยือนจีน ตกเป็นประเด็นดราม่าในโลกโซเชียล จนโฆษกรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคม ถึงความเป็นมาเป็นไปของบทเพลงที่ว่าในงานเลี้ยงรับรองท่ามกลางบรรยากาศที่ชื่นมื่น
แต่ผลงานเพลงอมตะของนักร้องชาวไต้หวัน ‘เติ้ง ลี่ จวิน’ ที่นายกฯ อนุทิน นำมาขานขับกลับถูกนำมาตีความผูกโยงกับการเมืองในอดีต ทั้งๆ ที่วันนี้จีนแผ่นดินใหญ่นับไต้หวันรวมเข้าเป็นจีนเดียว และเพลง ‘เถียน มี่ มี่’ ปัจจุบันคือ มรดกร่วมทางวัฒนธรรมของชาวจีน
ไม่ผิดที่นายกฯ อนุทิน ร้องเพลงนี้ แต่ที่ผิดคือนายกฯ อนุทิน เริ่มทำในสิ่งที่ผิดใจคนเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะเรื่อง‘ทบทวนสิทธิ์’ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ใช้ไม้บรรทัดวัดแบ่งความจน แต่สุดท้ายต้องถอยกรูดหลายก้าว ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ยาวไปถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 และปรับเกณฑ์ให้ผู้ถือบัตรรายเดิมที่ตกเกณฑ์ 6 ล้านคน ไปแต่งตัวมาใหม่ และในระหว่างนี้ก็คืนสิทธิ์ให้กับทุกคนไปก่อนจนกว่าจะทบทวนเสร็จ
กว่ารัฐบาลจะตั้งหลักได้ก็ถูกชาวบ้านด่ากันขรมไปทั้งเมือง
ที่สำคัญผู้ถือบัตรเดิมจำนวน 6 ล้านคน คงมีไม่น้อยที่เป็นหนึ่งใน‘โหวตเตอร์ 5.2 ล้านเสียง’ ส่งให้พรรคภูมิใจไทยได้ สส.บัญชีรายชื่อเข้าสภาเป็นอันดับสอง จำนวน 19 ที่นั่ง มากสุดนับแต่ก่อตั้งพรรคมาที่เคยได้ไม่เกิน 3 ที่นั่ง
ดังนั้น การกลับลำคืนสิทธิ์ให้คนเหล่านี้ไปก่อน พร้อมปรับลดเงื่อนไขลง เสมือนเป็นความพยายามกู้คืนฐานเสียงกลับมา ส่วนจะกู้ได้หรือไม่ คงอีกนานกว่าจะได้พิสูจน์ทราบกันในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
แต่ถ้าจะเอาคำตอบแบบเร็วๆ การเลือตั้งซ่อม สส.เขต 3 อุดรธานี ที่จะมีขึ้นต่อจากนี้น่าจะพอให้คำตอบเบื้องต้นได้บ้าง และถือโอกาสเช็คเรตติ้งรัฐบาลไปด้วยในตัวว่า หลังทำงานผ่านไป 3 เดือน กระแสยังแรงเท่าเดิมอยู่หรือไม่
ขณะที่พรรคเพื่อไทย หากไม่ติดอยู่กับเส้น ‘มารยาททางการเมือง’ ก็จะได้ใช้จังหวะนี้ทวงคืน ‘เมืองหลวงเสื้อแดง’ กลับมา หลังถูกพรรคภูมิใจไทย ตีฐานที่มั่นใหญ่ จ.อุดรธานี แตกกระเจิงไปในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
ทั้งจะได้พิสูจน์การเดินสายฟื้นฐานเสียงภาคอีสาน ที่พากันลงพื้นที่ถี่ยิบช่วงที่ผ่านมาว่าได้ผลแค่ไหน
ในอดีตหากมีการเลือกตั้งซ่อม สส.เกิดขึ้น มักจะเป็นสนามปะลองกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน และที่ยึดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หากใครเป็นเจ้าของเก้าอี้ที่ว่างลง ก็จะให้สิทธิกับพรรคที่เป็นเจ้าของเก้าอี้เดิมส่งผู้สมัคร
พูดง่ายๆ จะไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งในฝ่ายเดียวกันเอง
ทว่าหลังเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 กำแพงประเพณีการเมืองถูกทะลายลง เมื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็นแกนนำรัฐบาลในเวลานั้น ส่งผู้สมัครลงแข่งกับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเป็นเจ้าของเก้าอี้ สส.นครศรีธรรรมราช ที่ว่างลงในเวลานั้น
จากนั้นคำว่า ‘มารยาทการเมือง’ ก็หายไป มีคำว่า "การแข่งขันในระบอบประชาธิปไตย" เข้ามาแทนที่
เพราะฉะนั้น สนามเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 3 อุดรธานี นอกจากจะเป็นด่านทดสอบ ‘ขาขึ้น-ขาลง’ ของพรรคสีแดงกับพรรคสีน้ำเงินแล้ว ยังเป็นบทพิสูจน์การคืนสิทธิ์บัตรคนจนด้วยว่า จะกู้คะแนนคืนให้พรรคสีน้ำเงินได้หรือไม่




