ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติด้วยเสียงข้างมากวินิจฉัยให้สองอดีตรัฐมนตรีผู้โด่งดัง ภูมิธรรม เวชยชัย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พ้นบ่วงในคดีฮั้วสว. เพราะไม่ได้ใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ กลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ อย่างที่ถูกร้อง
ไม่ต้องให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวย้อนหลัง ทั้งไม่มีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันเป็นคุณสมบัติรัฐมนตรี ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5)
เมื่อไร้มลทิน "ภูมิธรรม-ทวี" ก็แต่งตัวรอกลับมาเป็นรัฐมนตรีใหม่อีกได้
นอกจากนั้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร ย่อมทำให้คดีอื่น ๆ ที่มีผู้ยื่นร้องไว้ โดยเฉพาะการเอาผิดจริยธรรมร้ายแรงที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของป.ป.ช. ก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย ไม่ต้องกลัวถูกจับดองเค็ม เจอโทษแบนการเมืองตลอดชีวิต
แต่ที่ไม่จบและยังจะเป็นหนังยาวต่อ คือ สำนวนทุจริตเลือก สว.ในมือกกต.ที่ผ่านเข้าสู่ปีที่สามแล้ว แต่กลุ่มสว.สำรองในฐานะผู้เสียประโยชน์ ยังตามเทียวไล้เทียวขื่อขอความชัดเจนกันไม่เลิก
ล่าสุดในวันเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเรื่องนี้ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมกลุ่มสว.สำรองหน้าเดิม ๆ ก็มาทวงถามความคืบหน้าจาก กกต.อีกรอบ
ปมฮั้วเลือกสว.ปี 2567 มีสองหน่วยงานที่รับเป็นเจ้าภาพดำเนินการ โดยหน่วยงานแรก กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษฐานฟอกเงิน ซึ่งสรุปสำนวนส่งอัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว 8 ราย ในช่วงปลายปี 2568 พร้อมส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ กกต.ไปดำเนินการ
หน่วยงานที่สอง คณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ชุดที่ 26 กกต.ทำการตรวจสอบข้อร้องเรียน ซึ่งได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก เป็นผู้บริหารพรรคการเมือง จำนวน 91 คน กลุ่มที่สอง เป็นสว.จำนวน 138 คน
ปัญหาเรื่องฮั้วสว.ที่คาราคาซัง จนกลายเป็นเผือกร้อนในมือ กกต.เวลานี้ สืบเนื่องจากที่ประชุม กกต.ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มีมติด้วยเสียง 3 ต่อ 2 เห็นควรให้นำหลักฐานจากดีเอสไอ มาประกอบไว้ในสำนวนด้วย แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ
ต่อมาในช่วงกลางเดือนมกราคม ไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่ประชุม กกต.ชุดใหม่ ได้กลับมติด้วยเสียง 4 ต่อ 3 ไม่เห็นด้วยกับการนำหลักฐานจากดีเอสไอ มาไว้ในสำนวน โดย พล.ต.ท.คำรบ บอกกับสื่อว่า 3 เสียง ยังเป็นคนเดิม แต่ 4 เสียง เป็น 2 เสียงเดิม และอีก 2 เสียง เป็นคนใหม่ที่เพิ่มเข้ามา รวมเป็น 4 เสียง
"เรื่องนี้ก็เป็นข้อกังขาเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุใดกกต.เสียงส่วนใหญ่จึงไม่เห็นด้วยในการนำพยานหลักฐานที่สำคัญในคดีมาประกอบในสำนวน ซึ่งเรื่องนี้เราจะต้องตรวจสอบการทำงานของกกต.ต่อไป"
นอกจากนั้น พล.ต.ท.คำรบ ยังตั้งข้อสังเกตถึงสำนวนที่อนุกรรมการวินิจฉัย เสนอไปตั้งแต่ 17 ก.ย.2568 ยังค้างอยู่ แม้ครบ 90 วันตามระเบียบกกต. ตั้งแต่ 17 ธ.ค.68 แต่ไม่ทราบว่า กกต.ได้ใช้ระเบียบข้อไหนขยายระยะเวลาเพิ่มเติม
"กกต.มีเจตนาพยายามเตะถ่วงอย่างชัดเจน จึงอยากให้กกต.รีบเร่งสรุปสำนวนในเรื่องนี้"
วันนี้แม้คดีฮั้วสว.ในศาลรัฐธรรรมนูญจะจบลงแล้ว ด้วยการยกฟ้องสองอดีตรัฐมนตรี แต่เรื่องฮั้วสว.ในมือ กกต.ยังต้องไปต่อ โดยมีผู้เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายการเมืองและสว.ปัจจุบัน รวมกันมากถึง 229 คน ในสำนวนของฝ่ายสืบสวน กกต.
โดยในวุฒิสภา มีตั้งแต่ระดับประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ประธานกรรมาธิการคณะสำคัญ ๆ จนมาถึงระดับตัวตึงทั้งหลาย ส่วนฝ่ายการเมือง ก็มีตั้งแต่ผู้นำจิตวิญญาณ กรรมการบริหารพรรค และผู้สนับสนุน
ที่สำคัญในคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ การันตีสองอดีตรัฐมนตรีไม่ได้ใช้อำนาจครอบงำ สั่งการ ทำให้เนื้อหาในสำนวนของฝ่ายประจำ มีน้ำหนักและมีความชอบธรรมเพิ่มมากขึ้น
รอดูว่า กกต.จะเก็บเผือกร้อนไว้ในมืออีกนานขนาดไหน เพราะมาตรา 157 รออยู่ข้างหน้า




