DeepSPACE การที่ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องกรณีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง โดยมีเหตุผลว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง และไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่า ไม่เป็นความลับอย่างไร แต่ทั้งหมดคือกุญแจสำคัญในการยื่นคำร้องใหม่ ที่ตรงจุด และชัดเจนขึ้น ติดตามใน DeepSPACE ลึกกว่าที่รู้
มติเอกฉันท์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีคำสั่งไม่รับคำร้อง ประเด็นการจัดพิมพ์รหัสแท่งหรือบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ในคดีที่ น.ส.ณัฐธิดา นิโครธางกูร ยื่นร้องให้พิจารณาวินิจฉัย โดยศาลท่านให้เหตุผลว่า
‘ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ได้บรรยายว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเท่านั้น
ประกอบกับผู้ร้องไม่ได้แสดงเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2563 มาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213’
ผู้ถูกร้องทั้งสองในที่นี้ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 1 ) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 2 ) ส่วนหลักใหญ่ใจความเหตุผลที่ศาลท่านไม่รับคำร้องไว้พิจารณา คือ ‘ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายที่ถูกละเมิดโดยตรง’
แต่ข้อความสำคัญที่สมควรขีดเส้นใต้ไว้หนาๆ คือ ประโยคที่ว่า ‘ประกอบกับผู้ร้องไม่ได้แสดงเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับอย่างไร’ ตรงนี้น่าจะเป็นรหัสลับไขไปสู่คำตอบในอีกคำร้องที่ยื่นโดยผู้ตรวจการแผ่นดิน
อย่าลืมว่า คำร้องปมบัตรเลือกตั้งเรื่อง ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’ ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น มีเป็นสิบๆ คำร้อง ดังนั้น จึงมีทั้งคำร้องที่ศาลตีตก ไม่รับไว้พิจารณาอย่างกรณีล่าสุด และคำร้องที่ศาลรับไว้พิจารณาวินิจฉัย
ในเบื้องต้นพอสรุปได้ว่า การที่ศาลรับไว้หรือไม่รับไว้พิจารณาในที่นี้ น่าจะอยู่ที่ ‘ผู้ร้อง’ เป็นสำคัญ เพราะบางเรื่องประชาชนทั่วไปสามารถยื่นร้องผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และนำไปยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ เมื่อพ้นกำหนดเวลา องค์กรที่ไปยื่นไม่รับเป็นธุระให้
แต่ในบางเรื่องอาจต้องยื่นผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะมีประเด็นการเป็นผู้เสียหาย ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ และหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลกำหนดไว้
เอาเป็นว่า ปมบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ซึ่งตกเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนี้คำร้องที่ยื่นโดยผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ‘ไม่เกี่ยวกับคำร้องที่ถูกตีตกไปด้วยเหตุผลข้างต้น’
ทีนี้ต้องมาลุ้นกันว่า ผลคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร จะมีปัญหากระทบการเลือกตั้งที่ผ่านมาในระดับไหน จะรุนแรงถึงขึ้นทำให้การเลือกตั้งต้อง‘โมฆะ’ หรือไม่ คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ
แต่จากเหตุผลบางประการที่ศาลให้ไว้กรณีไม่รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งไว้วินิจฉัยข้างต้น น่าจะพอมีแนวทางให้พิจารณาผลที่จะออกมาได้อยู่บ้าง โดยเฉพาะข้อความกึ่งๆ คำถามที่ว่า ‘การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับอย่างไร’
แน่นอนว่า ในการจัดการเลือกตั้งทั้ง กกต.และสำนักงาน กกต.ต่างมีอำนาจดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น หากจะนำเรื่องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด มาเป็นประเด็นให้การเลือกตั้ง ‘ไม่เป็นความลับ’ ก็ต้องหาเหตุผลที่มีน้ำหนักมาอธิบายและพิสูจน์ให้ศาลท่านเห็นว่า ไม่ลับอย่างไร
ด้วยเหตุนี้ คำถามในคำร้องที่ถูกตีตก จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ร้องตามคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ต้องแสดงให้ศาลเห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่เป็นความลับอย่างไร
ตรงนี้แหล่ะ ที่คำถามในการยกคำร้องปมบัตรเลือกตั้งที่ยื่นโดยประชาชน จะเป็น‘กุญแจ’ไขไปสู่คำตอบให้กับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
ขึ้นอยู่กับผู้ร้องจะตีโจทย์ได้แตกหรือไม่




