สิ้นสงสัยกันไปเรื่องประชามติส่งด่วนของ กกต.หลังศาลปกครองกลาง ตัดสินยกคำฟ้องอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ขอให้เปิดลงทะเบียนประชามตินอกเขตเพิ่มเติม ด้วยเหตุผลตามที่ปรากฎเป็นข่าวไปแล้ว
ศาลปกครองกลาง ให้การดำเนินการของกกต.เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ทำให้ผู้ร้องและคนอื่น ๆ อีกจำนวน 812,369 คน ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ แต่ไม่สามารถลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตได้ทันภายในเวลาที่กำหนด ต้องไปแสวงหาทางออกกันเอาเอง คือ
1.เดินทางไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ตามภูมิลำเนาที่ตนมีทะเบียนอยู่ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
2.แจ้งรักษาสิทธิทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ หากไม่สามารถเดินทางไปออกเสียงประชามติได้
นั่นเท่ากับสิทธิใด ๆ ทางกฎหมายก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ชื่อเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศ เพียงแต่ไม่มีโอกาสเข้าไปกำหนดทิศทางกติกาของประเทศ ไม่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เท่านั้นเอง
แต่จากการสดับตรับฟังเสียงรอบข้าง งานนี้ทำให้น้ำหนักของประชามติที่ค่อนไปทาง "เห็นชอบ" ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้รับเสียงเห็นชอบเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัว อันสืบเนื่องจากคำตัดสินดังกล่าว ที่สะท้อนถึงอำนาจมากมายขององค์กรอิสระอย่าง กกต.แต่ขาดการยึดโยงกับประชาชน
ประชาชนไม่สามารถเข้าชื่อยื่นถอดถอนเอาผิดองค์กรอิสระได้เหมือนในอดีต
ทำให้หลายคนเริ่มมีความข้องใจกับรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงปี 2560 ที่ตัดอำนาจการเข้าชื่อ 50,000 รายชื่อ ของประชาชนออก แต่ให้ไปใช้ช่องทางอื่นกับองค์กรอิสระแทน อาทิ การฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ที่ใช้กับเจ้าพนักงานของรัฐทั่วไปในทุกระดับ
ส่วนที่ยังเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อดำเนินการได้อยู่ ก็ให้ยื่นร้องผ่านประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาส่งต่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตรวจสอบและมีมติส่งศาลฎีกาตัดสิน กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง หรือส่งต่อให้อัยการสูงสุด ฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
กระบวนการที่ว่า นอกจากจะต้องผ่านหลายด่านแล้ว ยังขาดการยึดโยงกับประชาชนโดยตรง ยกเว้นเฉพาะด่านแรกที่รับเรื่องพิจารณาดำเนินการคือ ประธานรัฐสภา เท่านั้น
ที่สำคัญกลไกต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 เหมือนมีความซับซ้อน แต่สุดท้ายถูกเชื่อมโยงเข้าเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด เริ่มจากวุฒิสภา ที่ให้มาจากการเลือกกันเองของตัวแทนสาขาอาชีพต่าง ๆ ซึ่งเวลานี้ประจักษ์ชัดแล้วว่าผลออกมาเป็นอย่างไร
ในขณะที่องค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น กกต.ป.ป.ช.ไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องผ่านการรับรองรายชื่อไปจากวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้เช่นกัน
ด้วยผลิตผลจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 อันเป็นที่มาของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งได้ให้กำเนิดองค์กรอิสระที่มีบทบาทสำคัญต่อบ้านเมืองมากมาย โดยเฉพาะสององค์กร ที่ตกเป็นข่าวครึกโครมอยู่เวลานี้ คือ กกต.กับ ป.ป.ช.
ถูกตั้งคำถามหนาหูมีความเป็นอิสระจริงหรือไม่?
ผลคำตัดสินศาลปกครองกลาง ที่รับรองการใช้อำนาจตามกฎหมายของ กกต.จึงทำให้ตระหนักถึงวงจรอำนาจที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ถึงเวลาต้องทบทวนกติกาประเทศ ไม่ใช่แค่แก้ไขในบางมาตรา แต่ต้องจัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ
กกต.ชนะไม่ต้องเปิดให้ลงทะเบียนประชามตินอกเขตเพิ่ม แต่ได้ปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามถึงกติกาประเทศ ถึงเวลาต้องเขียนขึ้นใหม่เพื่อตัดวงจรอุบาทว์ที่แฝงตัวอยู่หรือไม่




