หลังพรรคการเมือง ได้คำถามประชามติข้อแรกติดปลายนวมมาก่อนการยุบสภา เพื่อขอมติประชาชนไปพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
คำถามเดียวโดด ๆ ที่ว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
ไม่ต้องกังวลกับเนื้อหาในเอกสารที่ กกต.จ่ายแจกไปตามบ้านเรือนประชาชน ว่าชี้นำไม่ชี้นำหรือตกหล่นมีความไม่สมบูรณ์ตรงไหนบ้าง แต่จนป่านนี้เหลือเวลาอีกแค่ 20 กว่าวัน ยังไม่เห็นพรรคไหนขยับรณรงค์จริงจังกันสักพรรค
มีเพียงภาคประชาชนไม่กี่กลุ่มที่ออกมารณรงค์กันแข็งขัน
ล่าสุด กกต.มีเอกสารแจ้งเตือนให้ผู้สมัครสส. พรรคการเมือง ประชาชน องค์กรเอกชนและกลุ่มต่าง ๆ ที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับประชามติการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ระมัดระวังไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมายประชามติในหลายมาตราด้วยกัน
พร้อมเปิดกว้างให้ผู้สมัครสส.และพรรคการเมือง รณรงค์ออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเรื่องค่าใช้จ่าย
นอกจากนั้น กกต.ยังเป็นเจ้าภาพจัดเวทีให้แสดงความเห็นโดยอิสระ เท่าเทียม ทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ เพียงแต่ต้องมีการลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ไว้ก่อน และต้องผ่านกระบวนการประชุมเลือกตัวแทนที่จะไปแสดงความเห็น
โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 14 - 16 ม.ค.นี้ ผ่าน google form และจัดประชุมผู้ที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นเพื่อเลือกตัวแทนผ่านระบบ zoom cloud meeting ในวันที่ 22 ม.ค.69 ก่อนจะบันทึกเทปการแสดงความคิดเห็นวันที่ 25 ม.ค.69 และนำไปเผยแพร่ในวันที่ในวันที่ 28 ม.ค.- 6 ก.พ.69 ทางสถานีโทรทัศน์กระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์รวมทั้งช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ
ดูเหมือนจะมีกระบวนการลีลาเยอะไปสักหน่อย แต่ก็คงต้องทำแบบนี้ เพราะไม่มีเวลามากพอให้ผู้แจ้งความประสงค์ได้แสดงความคิดเห็นออกรายการได้ทุกคน
ส่วนใครที่จะไปรณรงค์กันเอง เหมือนที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร สส.ทำ ก็ต้องระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมาย ไม่ให้ฝ่าฝืนข้อห้าม เช่น เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หลอกลวง ขู่เข็ญ เพื่อจูงใจให้ไปออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปีด้วย
กฎหมายยังห้ามเล่นพนันขันต่อเกี่ยวกับผลประชามติ ห้ามให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือเรียกรับเงิน ผลประโยชน์เพื่อไม่ไปใช้สิทธิหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปีด้วยเช่นกัน
เอาเป็นว่า กฎหมายและระเบียบกกต.เรื่องการออกเสียงประชามติ วางไว้ค่อนข้างละเอียดและครอบคลุมพอ ๆ กับการเลือกตั้ง สส.ซึ่งผู้ที่รณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจะต้องระมัดระวัง
ทีนี้พรรคการเมืองทั้งหลาย โดยเฉพาะพรรคที่ประกาศเป็นนโยบายไว้และผลักดันเรื่องนี้มาตลอดจะทำกันอย่างไร คงไม่ใช่แค่เปล่งวาจาว่า "เห็นชอบ" อย่างที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามกลุ่มที่รณรงค์ในวันเสาร์ที่ผ่านมา
หรืออย่างที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดไว้กับกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุน ย่านสีลม ในวันจันทร์ที่ 12 มกราคม ว่า ต้องแก้ไขใน 2 ประเด็นเร่งด่วน คือ การแก้ไขที่มา สว.ให้ยึดโยงกับหลักการที่เป็นที่ยอมรับของประชาชนมากขึ้น และการปฏิรูปองค์กรอิสระ ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ขณะที่ในบางราย ตอบคำถามอย่างระมัดระวังว่า "ยังไม่ตัดสินใจ ขอไปดูรายละเอียดก่อน" โดยลืมไปว่า นี่เป็นเพียงคำถามข้อแรกที่ถามว่า "เห็นชอบ / ไม่เห็นชอบ" กับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ซึ่งจะยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ออกมาในเวลานี้ โดยรายละเอียดจะปรากฎในช่วงการแก้ไขมาตรา 256 ที่ให้เพิ่มหมวด 15/1 โน่น
ตอนนี้แค่ถามว่า "เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" เท่านั้น
ถ้าประชามติครั้งนี้ผ่าน หลังมีสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ถึงจะนำผลประชามติไปเสนอญัตติต่อรัฐสภา ขอแก้ไขมาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป
วันนี้พรรคการเมือง ยังไม่ต้องไปไกลถึงขั้นลงในรายละเอียด แค่บอกเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนเท่านั้น
พรรคการเมือง จึงต้องตอบตัวเองในยี่สิบกว่าวันที่เหลือจะเอายังไงกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่ไม่หือไม่อือ อมพะนำอยู่แบบนี้




