จุดเปลี่ยนเลือกตั้ง เข้าทางพรรคเล็ก

15 ม.ค. 2569 - 10:08

  • กระแสประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกจุดติด

  • เกมการเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์ก็เริ่มสั่นคลอน

  • เปิดช่องให้พรรคเล็กกลับมามีบทบาทอีกครั้ง

จุดเปลี่ยนเลือกตั้ง เข้าทางพรรคเล็ก

ทันทีที่กระแสประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เริ่มถูกจุดติด ทำให้มีผลต่อแผนการเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ทันที เพราะผู้ลงคะแนนในปีกอนุรักษ์นิยม ที่ไม่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เริ่มเกิดความลังเล สงสัย

ไม่แน่ใจกับการไปกาบัตรให้พรรคสีน้ำเงินอย่างมียุทธศาสตร์

เพราะเท่ากับสนับสนุนให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศจุดยืนต่อสาธารณชนไว้ว่า "เห็นชอบ" กับการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันเป็นจุดยืนเดียวกับพรรคสีส้มและพรรคสีแดง

แม้ในเวลาต่อมา นิกร จำนง หนึ่งในแกนนำ ภท.ซึ่งคร่ำหวอดอยู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะออกมาชี้แจงความเห็นดังกล่าวของอนุทินว่า เป็นจุดยืนเดียวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยเสนอต่อรัฐสภาและตกผลึกร่วมกันไปก่อนหน้านี้

นั่นคือ ไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ไม่ไปข้องแวะกับการตัดทอนอำนาจองค์กรสำคัญ พร้อมยกเอามาตราสำคัญในร่างแก้ไขเดิม หมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างน้อยสองมาตรามายืนยัน ได้แก่

มาตรา 256/13 ที่บัญญัติว่า "ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 1 บททั่วไปและหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จะกระทำมิได้ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคหนึ่ง ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป"

มาตรา 256/26/1 ที่บัญญัติว่า "ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้นำบทบัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาบัญญัติไว้โดยมิให้มีการแก้ไข"

นิกร แจกแจงให้เห็นว่า ไม่ได้เป็นการ "ตีเชคเปล่า" อย่างที่บางพรรคการเมืองพูดถึง แถมการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ยังถูกล๊อคไว้อีกอย่างน้อย 3 ชั้น คือ

ชั้นที่ 1 กรอบนโยบายและ mandate คือ เงื่อนไขกำกับการยกร่างที่ห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการ

ชั้นที่ 2 ด้านกลไกรัฐสภา แม้จะมีความพยายามฝ่าฝืนกรอบดังกล่าว หากไปกระทบหมวด 1 หมวด 2 และหมวดองค์กรสำคัญ ต้องใช้เสียงสว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3

ชั้นที่ 3 อำนาจประชาชนผ่านประชามติ อันถือเป็นด่านสำคัญสุดท้าย ที่ต่อให้ผ่านกลไกรัฐสภาได้ ยังต้องผ่านประชามติของประชาชนอีกถึง 2 ครั้ง ซึ่งในสภาพสังคมการเมืองและวัฒนธรรมของไทย ไม่มีความเป็นไปได้ในเชิงนโยบายเกี่ยวกับประเด็นอันเป็นห่วงนี้ที่ประชาชนจะให้ความเห็นชอบ 

แต่ดูเหมือนการชี้แจงข้างต้นจะไม่เป็นผล เพราะยังมีการตั้งคำถามถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะมีผลถึงการทำลายเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของประเทศ ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

หากกระแสเรื่องประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ถูกจุดติด มีการแยกฝ่าย "เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ" ออกจากกันชัดเจน อาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนการเลือกตั้งของบางพรรคได้ โดยเฉพาะแผนการเลือกอย่างมียุทธศาสตร์ ก็จะไม่เกิดขึ้น และจะเป็นการลงคะแนนแบบ "เบี้ยหัวแตก" ไม่ต่างจากการเลือกตั้งหนก่อน อย่างที่กองเชียร์สีน้ำเงินกังวล

แน่นอนเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะเข้าทางพรรคการเมืองขนาดเล็ก เพราะผู้ลงคะแนนในปีกอนุรักษ์ใครเป็นแฟนพรรคไหน ก็จะกลับไปเลือกพรรคที่ตนเองชอบ หลังผิดหวังจากการเลือกแบบยุทธศาสตร์ ที่มีรัฐธรรมนูญใหม่เป็นของแถม

ปฏิเสธยุทธศาสตร์เลือกตั้ง "เหล้าพ่วงเบียร์" ฉบับการเมือง

งานนี้ใครเป็นแฟนพรรคไหนก็ไปกาบัตรให้พรรคนั้น อย่างน้อยคงมีคะแนนพอไปลุ้นสส.บัญชีรายชื่อในรอบปัดเศษกันได้บ้าง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์