สัญญาณสู้คดีของ แพทองธาร ชินวัตร ในคำร้องถอดถอดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีความแจ่มชัดมากขึ้น เมื่อมีการเตรียมขอขยายเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ที่จะครบกำหนดในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ ออกไป
โดยรักษาการนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย บอกกับสื่อว่า น่าจะขยายเวลาไปอีก 15 วัน เพื่อแก้ข้ออกล่าวหา แต่ตนไม่แน่ใจเหตุผลและรายละเอียด ต้องสอบถามนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หลังจากเมื่อวานได้มีโอกาสพูดคุยกันเล็กน้อย
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี "หมอมิ้ง" พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่นาน ๆ จะออกมาสื่อสารผ่านสื่อสักครั้ง ก็ยอมรับเช่นกันว่า "ขณะนี้กำลังเตรียมการอยู่ ถ้าไม่ทันก็ต้องมีการขอเลื่อน"
หมอมิ้ง จงใจให้สัมภาษณ์สื่อในเรื่องนี้แบบยาว ๆ พูดถึงทั้งทีมกฎหมายที่ปรากฏมีชื่อ วิษณุ เครืองาม รวมอยู่ด้วย รวมทั้ง ประเด็นการสู้คดี ที่จะยึดเอาความเป็นจริง และเจตนาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศมาเป็นข้อต่อสู้ในศาล
หมอมิ้ง ที่ถูก ทักษิณ ชินวัตร เอ่ยถึงเป็นหนึ่งในจำนวน 3-4 คน ที่ร่วมวงเตรียมพูดคุยโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน ที่โรงแรมโรสวู้ด ร่ายยาวให้สื่อฟังว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์ นายกฯ ถูกติดต่อมา และถูกเลื่อนนัด 2-3 ครั้ง ซึ่งนายกฯ ไม่สบายใจที่จะต้องคุย ก็เลยติดต่อมาที่ตน และตนก็ได้เชิญนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย รวมทั้ง รมว.การต่างประเทศ เข้าไปนั่งฟังด้วย
ซึ่งระหว่างเจรจานายฮวด ล่ามแปลภาษาของสมเด็จฮุนเซน ก็บอกว่าเขาจบไม่ได้ ต้องหารือ สมเด็จฮุน เซน ก่อน ก็เลยต่อสายไปที่สมเด็จฮุน เซน เราก็นั่งรอและเขาก็ถ่ายภาพสมเด็จฮุน เซน ที่กำลังนอนหลับส่งมาให้เรา และฝ่ายเราก็แจ้งให้ปลุกขึ้นมา เพราะนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่เขาไม่ได้ทำตาม
หมอมิ้ง ย้ำด้วยว่า "สิ่งที่สำคัญคือ สมเด็จฮุน เซน ไม่ได้เป็นตัวแทนรัฐบาล"
ด้านประธานศาลรัฐธรรมนูญ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตอบคำถามสื่อเรื่องการขอขยายเวลายื่นคำชี้แจงว่า เป็นสิทธิของน.ส.แพทองธาร ส่วนจะขยายเวลาได้กี่ครั้งขอหารือกันก่อน อย่างน้อย 1 รอบได้อยู่แล้ว
ดูแล้วน่าจะเป็นสัญญาณชัดแบบเต็มสี่ขีดว่า นี่คือ การตั้งท่าสู้คดีของแพทองธาร ซึ่งจริง ๆ น่าจะได้เห็นตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคมแล้ว เพราะการพูดของทักษิณกับ 3 บก.ในวันดังกล่าว ก็ถูกมองว่าเตรียมการสำหรับนำไปใช้อ้างอิงในศาลเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ ผู้คนในแวดวงการเมือง ต่างให้น้ำหนักไปเกือบจะทางเดียวกันว่า งานนี้สทร.พ่อนายกฯ อิงค์ คงสั่งถอนสมอชิง "ลาออก" ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสินแน่ ๆ เพื่อหนีการถูกตีตรา ไม่ให้เป็นพันธนาการกับชีวิตทางการเมือง
คิดง่าย ๆ แบบชั้นเดียวเชิงเดียว คือ ถ้าลาออกก่อนศาลก็ต้องยกคำร้อง เพราะเหตุที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยไม่มีอยู่แล้ว
แต่ตอนหลัง เริ่มมีการพูดถึงไปอีกทางว่า แม้จะลาออกก็ไม่ได้เป็นบทสรุปว่าคดีต้องยุติเสมอไปไม่ เพราะศาลท่านต้องต้องพิจารณาในเรื่องของประโยชน์ควบคู่ไปด้วย กล่าวคือ หากพิจารณาต่อไม่เกิดประโยชน์ ก็จะยกคำร้อง ไม่ต้องนำไปสู่การวินิจฉัยอีก
ในทางกลับกัน แม้ลาออกไปแล้ว แต่ผลแห่งการวินิจฉัยนั้น จะยังเป็นประโยชน์ต่อสังคม ก็จะเดินหน้าวินิจฉัยต่อไป ยกตัวอย่างกรณี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกร้องให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ศาลก็มาวินิจฉัยในตอนหลัง และเจ้าตัวต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองอยู่ขณะนี้
สำหรับกรณีของนายกฯ อิ๊งค์ ต้องพิจารณาว่าเมื่อการยอมลาออกก่อน ไม่ได้มีอะไรเป็นหลักประกันคดีจะสิ้นสุด ดังนั้น จึงได้เห็นการขยับจัดทัพสู้คดี แต่ต้องดูว่าขอขยายเวลาแค่ยืดเวลารอบางสิ่งบางอย่าง หรือเพื่อต้องการสู้คดีจริงๆ
เพราะหากดูจากการออกมาของ "ทักษิณ-หมอมิ้ง" อาจต้องการลากยาวไปถึงการขอให้ศาลเปิดบัลลังก์ไต่สวนด้วยซ้ำ
แต่อย่าลืมปมคลิปเสียง "อิ๊งค์-อังเคิ้ล" ไม่ได้มีแค่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังมีดาบสองที่ ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งหากต้องการพ้นบ่วงแบบไร้มลทิน คงต้องออกแรงมหาศาล
รอดูว่างานนี้สทร. เลือกสู้ตาย ดีกว่าถอยแล้วตาย อย่างที่ว่ากันหรือเปล่า?




