น่าจะเป็นครั้งแรกกระมัง ที่มีพระบรมราชโองการ ประกาศยกเลิกพระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระสงฆ์ อันสืบเนื่องจากปัญหาการประพฤติไม่เหมาะสม ดังมีความตอนหนึ่งว่า
"บัดนี้ ทรงมีพระราชดำริว่า ตามที่ปรากฎเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับพระภิกษุ ซึ่งประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป และพระราชาคณะกระทำผิดพระธรรมวินัย เป็นเหตุให้พุทธศาสนิกชน ได้รับผลกระทบต่อจิตใจเป็นอย่างยิ่ง จึงประกาศยกเลิกพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ดังกล่าว"
โดยมีพระสงฆ์ทั่วประเทศ จำนวน 81 รูป ได้รับการประกาศสถาปนาสมณศักดิ์และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568
เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางสังฆมณฑล!!
หลังจากที่ศาสนจักร ทำตัวหย่อนยาน ออกนอกลู่นอกทางกันมานาน และปล่อยปละละเลย ไม่สามารถดูแลปกครองกันเองให้มีประสิทธิภาพได้ ทั้งๆ ที่มีสถาบันการศึกษาชั้นสูง "มหาวิทยาลัยสงฆ์" ถึงสองแห่ง และมีวิทยาเขตกระจายอยู่ทุกภาคของประเทศ
ไม่นับมีวัดทั่วประเทศกว่า 44,000 แห่ง พระสงฆ์ที่เป็นเสมือนธงชัยของพระพุทธศาสนาอีกกว่า 3 แสนรูป
เดิมมีเพียง "พุทธพาณิชย์" ที่เป็นปัญหาฝังรากลึก แต่ก็สามารถจัดระเบียบให้เกิดความลงตัว เหมาะสม ไม่ให้เกินเลยคำว่า เพื่อความเป็นสิริมงคลมากไป ปัจจุบันแม้จะมีเรื่องสายมูอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เลยเส้นของกุศโลบาย ดึงคนเข้าวัด
แต่ทันทีที่มีปัญหาพระผู้ใหญ่ สมณะศักดิ์สูง และเป็นระดับพระปกครองตั้งแต่เจ้าคณะภาค ลงไปถึงเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัย เสพเมถุนกับสีกา ในคราวเดียวกันหลายรูป
เป็นข่าวฉาวสะเทือนวงการสงฆ์!!
ชนิดที่ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน นับตั้งแต่มีการนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่และลงหลักปักฐานเป็นศาสนาประจำชาติไทย ตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนับเป็นการบีบหัวใจชาวพุทธไม่น้อย แม้จะพยายามแยกแยะระหว่างเรื่องตัวบุคคลที่เป็น "สมมติสงฆ์" กับหลักธรรมคำสอนออกจากกัน ประมาณว่า ศาสนาไม่ได้เสื่อม แต่ตัวบุคคลต่างหากที่เสื่อมก็ตาม
ผ่านมาสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว แต่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ยังยืนหยัดเป็น "อะกาลิโก" มาถึงวันนี้ และจะเป็นคำสอนที่พิสูจน์ได้ตลอดไป
ส่วนการออกมาของฝ่ายต่างๆ ในเวลานี้ ทั้งรัฐมนตรีและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่เตรียมออกกฎระเบียบมาควบคุม น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเสียมากกว่า เพราะต่อให้สภาผ่านกฎหมาย 3 วาระรวด มีผลบังคับใช้ในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่ถ้าไม่จัดการที่ต้นตอก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้
งานนี้จึงถึงเวลาต้อง "สังคายนาพระพุทธศาสนา" ในประเทศไทยกันเสียที
ย้อนไปตั้งแต่สมัยพุทธกาล จนถึงปัจจุบัน มีการสังคายนาพระพุทธศาสนามาแล้ว 9 ครั้ง โดยครั้งที่ 1-3 เกิดขึ้นในอินเดีย ครั้งที่ 4-7 เกิดขึ้นในศรีลังกา และครั้งที่ 8-9 เกิดขึ้นในไทย ที่เชียงใหม่ พระเจ้าติโลกราช เป็นองค์อุปถัมภ์ ใน พ.ศ.2020 และที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นองค์อุปถัมภ์
การสังคายนาแต่ละครั้ง มีจุดประสงค์เพื่อรักษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ถูกต้องและยั่งยืน โดยปรารภเหตุแตกต่างกันไป ทั้งเพื่อการตรวจชำระสอบทานและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ให้เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน
หรือแม้แต่การแก้ปัญหากล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัย การป้องกันนักบวชศาสนาอื่นปลอมตัวเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา และปัญหาความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ซึ่งหากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อการคงอยู่ของพระพุทธศาสนา
การดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ผ่านร้อน ผ่านฝน ผ่านหนาวมาถึง 2568 ปี วันนี้ปรารภจากเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น กอร์ปกับเว้นช่วงห่างจากการสังคายนาครั้งที่ 9 มานานถึง 237 ปี
จึงสมควรแก่เวลาที่จะจัดการสังคายนาพระพุทธศนา ครั้งที่ 10 ขึ้นใน พ.ศ.นี้ เพื่อเป็นพุทธบูชาและจรรรโลงพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่กับประเทศไทยสืบไป
ทั้งเรื่องหลักธรรมคำสอน วัตรปฏิบัติสงฆ์ การจัดการศึกษา และบทบาทของวัด ถือโอกาสสังคายนาไปด้วยพร้อมกันในคราวเดียวนั่นแหล่ะ!!




