หลังจากปล่อยให้ชาวบ้านอีกกว่า 30 ล้านคน เฝ้ารอคอยเงินหมื่นจากรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำไม่ต่างอะไรกับ ‘ข้าวคอยฝน’ ในที่สุดรัฐบาลของ นายกฯ ‘อิ๊งค์’ แพทองธาร ชินวัตร ก็เตรียมเข็นโครงการแจกเงินหมื่น เฟส 2 ออกมาเสียที หวังให้เป็นของขวัญปีใหม่ ‘ซื้อใจ’ บรรดาฐานเสียงครั้งใหญ่อีกครั้ง
ถึงแม้จะพยายามกลบเกลื่อนเล่นมุก เพื่อหวังให้ ‘เครดิต’ กับลูกสาวที่เป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่คุณพ่อนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็เล่นบทได้ไม่เนียนสักเท่าไร เมื่อไปขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงที่อุดรธานี อ้างว่าลูกสาวคนโปรดมาเล่าให้ฟังว่า กำลังจะแจกเงินหมื่นให้กับคนที่มีอายุเกิน 60 ปี
แต่ท่าทีน้ำเสียงกลับ ‘องค์ลง’ ราวกับพูดในฐานะที่ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นคน ‘เคาะ’ให้เดินหน้าเองเสียมากกว่า
พลันที่ พ่อนายกฯออกมาประกาศในเวทีหาเสียง รุ่งขึ้น รองนายกฯและรมว.คลัง ‘พิชัย ชุณหวชิร’ ก็รับบท ‘หมูเด้ง’ ออกมายอมรับ โดยระบุว่าจะแจกเงินหมื่นบาทให้กับกลุ่มผู้สูงอายุในเฟสต่อไปจริง ๆ
หลังจากแจกเงินหมื่นให้กับกลุ่มเปราะบางและผู้พิการจำนวนกว่า 14.5 ล้านคนไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเตรียมจะมีการพิจารณาเห็นชอบในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนายกฯอิ๊งค์ แพทองธารเป็นประธาน ในวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายนนี้
รองนายกฯ และรมว.คลัง พิชัย ประเมินว่าจะใช้วงเงินงบประมาณในส่วนนี้ไม่มากนัก และขั้นตอนต่างๆสามารถดำเนินการได้ไม่ยาก โดยคาดว่าจะมีจำนวนไม่กี่ล้านคน ส่วนคนที่เหลือก็จะทยอยใส่เงินให้ในเฟสต่อไป ตามรูปแบบโปรแกรมและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องค่อยๆพัฒนาต่อไป ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’
คาดว่าสาเหตุที่มีการปรับแผนการแจกเงินหมื่นบาทมาให้กับกลุ่มผู้สูงอายุไปก่อน ก็เนื่องจากมีการพิจารณาเห็นว่า สามารถ ‘ดำเนินการได้เร็วที่สุด’ และใช้เม็ดเงินไม่มากนัก เพราะไม่จำเป็นต้องรอการพัฒนาแอปพลิเคชันทางรัฐ เพื่อแจกในรูปของเงินดิจิทัล
เนื่องจาก หากรอการพัฒนาแพลตฟอร์มในการชำระเงินคงยังต้องใช้เวลาอีกนาน และอาจจะทำให้มีเสียง ‘ก่นด่า’ จากชาวบ้านที่ลงทะเบียนกับรัฐบาลไปแล้วตั้งแต่กลางปีและเฝ้ารอเงินหมื่นจากรัฐบาลมานานจนจะข้ามปีอยู่แล้ว
มีการประเมินตัวเลขของกลุ่มผู้สูงอายุที่จะได้รับแจกเงินหมื่นในเฟส 2 ไว้ราว ‘10 ล้านคน’ ซึ่งจะใช้เม็ดเงินราว‘1 แสนล้านบาท’ เนื่องจากต้องมีการหัก ผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางหรือผู้พิการที่ได้รับเงินหมื่นในเฟสแรกไปแล้ว กลุ่มข้าราชการบำนาญ และ กลุ่มที่มีคุณสมบัติเกินกว่าที่กำหนด
ปัจจุบันคาดว่าประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนราว 12 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ต้องหักข้าราชการบำนาญที่ไม่อยู่ในข่ายได้รับเงินหมื่นบาทออกไปราว 6.54 แสนคน และต้องหักผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางและผู้พิการซึ่งได้รับเงินหมื่นบาทไปแล้ว
รวมทั้งต้องหักผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติเกินกว่าที่กำหนด คือมีรายได้เกินปีละ 8.4แสนบาท ในปีภาษี 2566 หรือมีเงินฝากในบัญชีเกิน 5 แสนบาท ทำให้คาดว่าน่าจะเหลือผู้สูงอายุที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับเงินหมื่นบาทในเฟสที่ 2 ‘ไม่เกิน 10 ล้านคน’ซึ่งจะใช้เม็ดเงินไม่เกินแสนล้านบาท
ก่อนหน้านี้รัฐบาลตั้งงบประมาณปี 2568 เพื่อใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ราว1.83 แสนล้านบาท ซึ่ง‘ไม่เพียงพอ’ ที่จะแจกให้กับกลุ่มผู้ลงทะเบียนที่จะรับแจกเงินหมื่นในส่วนที่เหลือซึ่งคาดว่ายังมีอีกราว 30 ล้านคน ทั้งในส่วนที่ลงทะเบียนผ่านสมาร์ทโฟนไปแล้ว และยังรอที่จะลงทะเบียนด้วยตัวเองอีกจำนวนหนึ่ง เพราะต้องใช้เม็ดเงินถึงราว 3 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกันการพัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงินและแอปพลิเคชั่น ‘ทางรัฐ’ ที่จะใช้ในการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ก็ยังคงมีปัญหาในการหาผู้ที่จะมาพัฒนาและออกแบบให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
หากรอหาเม็ดเงินงบประมาณให้เพียงพอ และรอให้พัฒนาแอปพลิเคชันเสร็จสมบูรณ์ คงไม่สามารถแจกเงินหมื่นบาทได้ทันภายในปีนี้
ซึ่งอาจจะส่ง‘ผลเสีย’ ต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน ทำให้ต้องปรับแผนใหม่ โดยหันมาแจกในรูปของการ‘โอนเงินสดเข้าสู่บัญชี’ของผู้ได้รับสิทธิโดยตรงจากฐานของผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนรับเงินชราภาพไว้แล้ว
สรุปง่าย ๆ ก็คือ รัฐบาลตัดสินใจที่จะเร่งแจกเงินหมื่นในเฟส 2 เพื่อเอาใจฐานเสียงที่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี โดยหวังซื้อเวลาการแจกเงินให้กับคนในส่วนที่เหลือไปอีกระยะหนึ่ง
มาถึงนาทีนี้ โจทย์หลักรัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังจะ ‘สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ’อย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกแล้ว ขอเพียงพยายามทยอยแจกเงินให้กับชาวบ้านที่ละกลุ่มเพื่อรักษาฐานเสียงเอาไว้ โดยหวังผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงระดับหนึ่ง
จากพายุหมุนทางเศรษฐกิจ ลดระดับลงมาเหลือแค่ ‘หย่อมความกดอากาศต่ำ’ในเฟสแรก และในเฟสนี้ถึงจะเป็นเพียงกระแสลมแรง ‘แก้บน’ ที่พัดผ่านอีกวูบหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่แจกให้ใครเลย...




