ไม่รู้ว่าผู้สื่อข่าวคนไทยของสำนักข่าวบลูมเบิร์กได้ระดับ ‘เอ็กซ์คลูซีฟ’ หรือข่าวปล่อยมาจากไหน แต่ข่าวเรื่องความพยายามของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่จะเข้าไป ‘คอนโทรล’ หรือ ‘แทรกแซง’ ความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ โดยการจะส่งคนที่มาจากสายตรงของพรรคเพื่อไทย เข้าไปนั่งในตำแหน่งประธานกรรมการแบงก์ชาติ กลายเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรงต่อตลาดเงิน-ตลาดทุน
เห็นได้ชัดจากปฎิกริยาจากตลาดทุนที่ ‘สั่นไหว’ ทันทีหลังจากมีข่าวดังกล่าว และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (6 มิถุนายน 2567) หัวคะมำ ‘ดิ่งลง’ไปปิดที่ระดับ 1,328.41 จุด ลดลง 9.91 หลุดลงไปทำ New Low ในรอบ 4 ปี โดยมีแรงเทขายจากต่างชาติถึงกว่า 3,184 ล้านบาท ในขณะที่ นักลงทุนรายย่อยและกองทุนฯต้องรับบทเดอะแบกต่อไป
ถึงแม้จะเริ่ม ‘รีบาวด์’ กลับมายืนเหนือระดับ 1,330 จุดได้อีกครั้งในวันศุกร์ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยังคงมีความเสี่ยงจะหลุดแนวรับนี้ไปได้ตลอดเวลาท่ามกลางปัจจัยลบทางการเมืองหลาย ๆ เรื่องของไทยในเวลานี้
บลูมเบิร์ก อ้างว่า นายกฯ เศรษฐา ผ้าขาวม้าหลากสี กำลังหาช่องทางที่จะเข้าไป‘ควบคุม’ แบงก์ชาติให้มากขึ้น เนื่องจากต้องการให้มีการกำหนดนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายสอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลัง ‘อ่อนแรง’ โดยเฉพาะนโยบายเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ทั้งนายกฯ เศรษฐาและพรรคเพื่อไทย อยากให้มีการ ‘ปรับลดลง’ เสียที
ต้องยอมรับว่าตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา นายกฯ เศรษฐาแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่พอใจกับการที่ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ‘เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ’ ไม่นำพากับเสียงเรียกร้องที่ต้องการให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยนอกเหนือจากมีการเปิด ‘วอร์’ ยิงใส่ผู้ว่าฯ เศรษฐพุฒิ หลายครั้ง แถมยังได้รับแรงหนุนจากระดับที่ประธานที่ปรึกษาของนายกฯ เศรษฐา อย่าง ‘โต้ง’ กิตติรัตน์ ณ ระนอง และระดับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร ที่ออกตัวมาช่วยอีกแรง โดยระบุว่าตอนนี้กฎหมายพยายามจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอิสระจากรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญมาก ๆ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ตามข้อมูลที่บลูมเบิร์กได้รับจากแหล่งข่าว อ้างว่ากำลังมีความพยายามที่จะส่งคนที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยเข้าไปนั่งเป็น ‘ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย’ ซึ่งแม้ตำแหน่งนี้จะไม่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายทางการเงิน แต่ก็สามารถประเมินการทำงานของผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ รวมถึงสามารถให้ความเห็นในคณะกรรมการนโยบายการเงินได้
ชื่อของคนที่จะถูกส่งเข้าไป ถูกระบุว่ามี 2 แคนดิเดต คือ ‘โต้ง’ กิตติรัตน์ และ ‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ อดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรีในเดือนกุมภาพันธ์ ให้นั่งเป็นประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ ‘สภาพัฒน์ฯ’ โดยจะเข้าไปแทนที่ ‘ปรเมธี วิมลศิริ’ ประธานกรรมการแบงก์ชาติคนปัจจุบันที่กำลังจะสิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งในเดือนกันยายน หลังจากนั่งในตำแหน่งนี้มาสองสมัยและจะครบวาระในเดือนกันยายนปีนี้
มีการคาดหมายว่า หากส่งคนเข้าไปนั่งเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติได้สำเร็จก็จะสร้างแรง ‘กดดัน’ และมีอิทธิพลทางความคิดให้กับคนในแบงก์ชาติ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ได้มากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่สามารถ ‘ปลด’ แต่ก็สามารถจะปูทางไปสู่การส่งคนเข้ามานั่งในตำแหน่งแทนผู้ว่าฯเศษฐพุฒิ ที่ครบวาระในเดือนกันยายบนปีหน้า
ความพยายามที่จะเข้าไปมีอิทธิพลต่อแบงก์ชาติมีมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากความเห็นต่างหลายครั้งระหว่างนายกฯ และแบงก์ชาติ ซึ่งรัฐบาลมีความเห็นว่าควรลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ แบงก์ชาติยังมีความเห็นต่างในเชิงนโยบายที่ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการผลักดันนโยบายแจกเงินดิจิทัลลวอลเล็ต ที่เป็นโครงการ ‘เรือธง’ มาโดยตลอด
การปะทะกันทางความคิดระหว่างแบงก์ชาติ และพรรครัฐบาลที่เชื่อมโยงกับอดีตนายกฯทักษิณ เคยเกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านี้เมื่อปี 2544
เมื่อ นายกฯ ทักษิณ ปลดผู้ว่าฯ ‘หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล’ ออกในปี 2544เพราะไม่ยอมปรับอัตราดอกเบี้ยตามคำขอ และในสมัยรัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ในปี 2556 ‘โต้ง’ กิตติรัตน์ ที่นั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง ในช่วงนั้นก็เคยกดดันอย่างเปิดเผยไปยัง ‘ประสาร ไตรรัตน์วรกุล’ ผู้ว่าการแบงก์ชาติในยุคนั้นเช่นกัน จากกรณีการลดอัตราดอกเบี้ย แต่ปลดไม่สำเร็จ
ยังไม่ชัดเจนว่าข่าวทั้งหมดจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ในความเห็นของคนในแวดวงตลาดเงิน-ตลาดทุน ค่อนข้าง ‘วิตก’ และกังวลกับท่าทีดังกล่าว เพราะเชื่อว่าจะเป็นผลลบและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่ต้องการเห็นภาพของความเป็น ‘อิสระ’ ของแบงก์ชาติมากกว่าที่จะต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมือง ที่มีตัวอย่างที่เลวร้ายในหลาย ๆ ประเทศ
ถึงแม้จะไม่มีการยืนยันว่า รัฐบาลมีแนวความคิดนี้จริงหรือไม่ แต่คงยังไม่สายเกินไปที่จะ ‘ชักม้าที่ริมผา’ เพราะหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าเรื่องนี้ นอกเหนือจากจะ ‘ทำลายความเชื่อมั่น’ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติแล้ว ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน-ตลาดทุน ที่กำลังอ่อนไหวในช่วงนี้
แถมยังอาจจะทำให้เกิดแรงต้านและบานปลายกลายเป็นอีกปัญหาที่จะสร้างความปวดหัวให้กับรัฐบาลของนายกฯ เศรษฐาหนักมากขึ้นไปเสียอีก...




