ซื้อเวลา เงินหมื่นดิจิทัล รอ ‘Sapient’ พัฒนาแอปฯ

24 ก.ค. 2567 - 18:50

  • มีแค่ไทม์ไลน์ และกระบวนการลงทะเบียน

  • ชำระเงิน Payment Platform ยังไม่ลงตัว

  • Publicis Sapient ถูกจับตาเป็นผู้วางระบบ

economy_government_digitalwallet_SPACEBAR_Hero_c19ff3db6a.jpg

หลังจากวุ่นวายในการ “ปั้นผีลุก ปลุกผีนั่ง” มาเป็นแรมปี นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ เพิ่งจะกล้า “ทวิต” ใน X ระบุว่า รัฐบาลพร้อมแล้วสำหรับก้าวแรกของโครงการ Digital Wallet และให้รัฐมนตรีทั้ง 3 Gen ที่ดูแลกระทรวงการคลัง คือ รมว.พิชัย ชุณหวชิร และ รมช.คลังอีกสองคน คือ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และเผ่าภูมิ โรจนสกุล เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 1 ในวันนี้ (24 กรกฎาคม 2567) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดเผยถึงก้าวแรกในการ “ยืนยันตัวตน” 

ตามความตั้งใจแรกนายกฯ เศรษฐาจะเป็นคนแถลงข่าวใหญ่นี้ด้วยตัวเอง โดยเคยประกาศว่าจะแถลงใหญ่เพื่อเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่ก็เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะถึงเวลาจริงก็ยังไม่มีความพร้อมในหลาย ๆ เรื่อง จึงต้องปรับแผนกันนาทีสุดท้ายอีกตามเคย 

เพราะถึงอย่างไรก็เป็น “ไฟต์” บังคับที่ต้องแถลงข่าว จึงต้องพยายาม “ซื้อเวลา”เพื่อหล่อเลี้ยงความหวังของชาวบ้านที่กำลังเฝ้ารอใช้เงินหมื่นจากรัฐบาลอยู่ และจำเป็นต้องลดแรงเสียดทานทางการเมืองไปอีกสักระยะหนึ่ง นายกฯ เศรษฐา จึงตัดสินใจยกเลิกภารกิจในเกือบนาทีสุดท้าย และปรับแผนลงเหลือเพียงการให้ 3 รัฐมนตรีกระทรวงการคลังมาแถลงขัดตาทัพ เปิดเผยเฉพาะในส่วนของไทม์ไลน์ และกระบวนการลงทะเบียน ที่ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เท่าไร เพราะยังคงไม่มีการระบุ “กรอบเวลา” ที่ชัดเจนว่าจะได้เงินเมื่อไร โดยเลี่ยงไปแถลงแบบ “ปลายเปิด” เพียงระบุว่าจะได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

มาถึงวันนี้ นอกเหนือจากยังคงมีปัญหาเรื่องที่มาของเงิน 4.5 แสนล้านบาทที่ยังไม่ลงตัวแล้ว และยังอยู่ในกระบวนการในสภาฯ แล้ว ปัญหาที่น่าหนักใจอีกเรื่องที่อาจจะเป็น “จุดตาย” คือ ส่วนของระบบการชำระเงิน Payment Platform เพื่อรองรับการใช้จ่ายเงินที่เป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ ซึ่งมาจนถึงนาทีนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำ TOR เงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง จนทำให้มีคำถามว่าทั้ง 3 ขุนพลของกระทรวงการคลัง พกความมั่นใจมากจากไหนจึงเชื่อว่าจะสามารถหาผู้ที่จะเข้ามาดำเนินการพัฒนาและทดสอบระบบจนมั่นใจ ที่จะทำให้แจกเงินหมื่นให้กับประชาชนได้ทันภายในสิ้นปีนี้

เพราะแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ก็เคยมีหนังสือให้ความเห็นและแสดงความเป็นห่วง “ระบบเติมเงิน” ของรัฐบาล ว่าเนื่องจากต้องมีลักษณะเป็น “ระบบเปิด (open loop)” ที่ต้องเชื่อมโยงกับธนาคาร และ non–bank ในวงกว้าง แบงก์ชาติจึงค่อนข้างเป็นห่วงในหลาย ๆ เรื่อง และก่อนเริ่มใช้งานต้องแจ้งให้ ธปท.ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เนื่องจาก การเชื่อมต่อ payment platform ใหม่กับ mobile application ของสถาบันการเงินต่าง ๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านระบบ IT อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะกระทบต่อลูกค้าและการให้บริการในวงกว้าง

ที่สำคัญคือต้องมั่นใจว่าระบบชำระเงินดังกล่าวจะสามารถรองรับธุรกรรมขนาดใหญ่ที่มีฐานลูกค้าสูงถึงระดับ 50 ล้านคน และมีร้านค้าที่จะเข้ามาในระบบถึงหลักล้านร้านค้า ที่จะเกิดธุรกรรมซื้อขายแบบ Real Time ชนิดนาทีต่อนาทีจำนวนมหาศาล ที่จะต้องมั่นใจว่าจะถูกต้องและรวดเร็ว และไม่เกิด “ล่ม” ในระหว่างการใช้งาน นอกจากนั้นยังต้องมีความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ป้องกันการถูกคนร้ายสวมรอย และป้องกันการขายลดสิทธิ์ (discount) ระหว่างประชาชนกับร้านค้า

ในการพัฒนาระบบการชำระเงินที่สมบูรณ์ ผู้คนในวงการ Fin Tech เชื่อว่าเฉพาะขั้นตอนการสร้างและพัฒนาระบบที่ต้องรองรับธุรกรรมของคนจำนวนมหาศาลขนาด 50 ล้านคน เป็นงานสุดหินและจำเป็นต้องมีการทดสอบในกลุ่มเล็ก ๆ Sand Box ก่อนเพื่อความมั่นใจก่อนที่จะเปิดใช้บริการจริง ทำให้อาจจะต้องใช้เวลาทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 6 เดือน จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถแจกเงินหมื่นให้กับชาวบ้านได้ทันในปีนี้ ถึงแม้จะสามารถ “ปลดล็อค” ในเรื่องที่มาของเงิน 4.5 แสนล้านบาทได้ก็ตาม

เพราะเหตุนี้จึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจว่า ทำไมกระทรวงการคลัง จึงยังใจเย็นไม่เร่งออก TOR เพื่อจัดซื้อจัดจ้างหาผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาระบบเสียที ปล่อยให้เป็นปริศนาที่ไร้คำตอบ จนเกิดคำถามว่ากระทรวงการคลังจะอาศัย “ปาฎิหารย์” อะไร หรือจะมี “ตัวละครลับ” ที่อยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้หรือไม่

มีกระแสข่าวพูดกันหนาหู ท่ามกลางความสงสัยในเรื่องดังกล่าวว่า ในทางลับมีการตกลงให้เอกชนรายหนึ่งเริ่มออกแบบพัฒนาระบบไปแล้ว และพร้อมที่จะเข้ามาเสนอตัวทันทีที่มีการออก TOR เพื่อคัดเลือก ซึ่งเชื่อว่าด้วยขนาดของงานและกรอบระยะเวลาที่กระชั้นชิดขนาดนี้ คงยากที่จะมีเอกชนรายอื่นที่จะกล้าเสี่ยงเสนอตัวเข้าแข่งขัน เพราะไม่ต่างอะไรกับการพาตัวเองเข้าสู่หลักประหาร

ชื่อของ Publicis Sapient ที่เป็นบริษัท Fin Tech ที่ปรึกษาในการออกแบบระบบและให้บริการด้านเทคโนโลยีทางการเงิน ซึ่งเข้ามาร่วมทุนกับกลุ่ม SCBX ในการก่อตั้ง SCB TechX กำลังเป็นบริษัทที่ถูกจับตามองว่าจะเป็น “หมากบังคับ” ที่จะเข้ามารับงานนี้ไปในที่สุด จริงหรือไม่ อีกไม่กี่วันคงมีคำตอบ...

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์