แอน จักรพงษ์ ยังคงรักษาจักรวาลเอาไว้ได้ หลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ได้เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ปัดตกคำร้องของกลุ่มเจ้าหนี้ที่ขอเพิกถอนผลโหวตหาผู้ทำแผน
หลังจากบริษัท JKN Global Group ของ ‘แอน’ จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หญิงข้ามเพศพันล้าน ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายนปีที่แล้ว และมีกระบวนการพิจารณานำเสนอแผนของตัวแทนผู้ทำแผนฟื้นฟูฯ ของฝั่งลูกหนี้และเจ้าหนี้ และต่อมามีการจัดให้มีการประชุมตัวแทนกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อโหวตหาผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา
ในวันดังกล่าวผลการลงมติที่ออกมาปรากฏว่ามีเสียงโหวตจากตัวแทนจากฝั่งเจ้าหนี้ที่ให้การรับรองให้ผู้จัดทำแผนฟื้นฟูฯในฝั่งเจ้าหนี้ ‘มีเสียงไม่ถึง 2/3’ ทำให้ต้องเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากฝั่งลูกหนี้คือ JKN ได้เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูฯ
แต่มีปัญหาที่ตัวแทนฝั่งเจ้าหนี้บางกลุ่มรวม 92 รายยื่นคำร้องเพื่อ ‘ขอเพิกถอน’ มติการประชุมดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีการกระทำที่ไม่สุจริตจากฝั่งตัวแทนลูกหนี้คือ JKN ที่พยายามจะทำให้ผลโหวตที่จะเสนอให้ตัวแทนฝั่งเจ้าหนี้เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูได้เสียงต่ำกว่า 2/3 จากเจ้าหนี้ทั้งหมด เพื่อให้ต้องแต่งตั้งผู้ทำแผนฟื้นฟูฯจากฝั่งลูกหนี้คือ JKN แทน
คำร้องดังกล่าวทำให้ศาลล้มละลายกลางจึงต้องมีการตรวจสอบ และล่าสุดศาลล้มละลายกลางฯได้นัดอ่านคำตัดสินแต่งตั้งผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการในวันที่ 29 สิงหาคม2567 และมีคำสั่ง ‘ยกคำร้องคัดค้าน’ โดยระบุว่าไม่ปรากฎเหตุผลเพียงพอที่จะนำมาพิจารณาไม่เห็นชอบด้วยกับมติเลือกผู้ทำแผนในวันดังกล่าว และ ‘เห็นชอบ’ให้บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ตัวแทนฝั่งลูกหนี้คือ JKN จะต้องเร่งไปจัดทำแผนมานำเสนอและให้เจ้าหนี้โหวตให้ผ่านอย่างน้อย 50% ของเจ้าหนี้ที่มาประชุมต่อไป
ในคำสั่งศาลระบุว่า ในวันออกเสียงเพื่อพิจารณาผู้จัดทำแผนฯ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ที่มาประชุมมีสิทธิ์ออกเสียงจำนวน 1,540 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 5,178 ล้านบาท โดยมีการตัดสิทธิ์เจ้าหนี้ไป 22 ราย เนื่องจากเป็นเจ้าหนี้ในต่างประเทศ และไม่มีเอกสารรับมอบอำนาจมาแสดง
ผลการโหวตเจ้าหนี้มีมติเลือกให้ JKN Global Group ลูกหนี้ เป็นผู้ทำแผน 374 ราย มูลหนี้ 2,411 ล้านบาท หรือเท่ากับ 41.73% ในขณะที่เลือกบริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นผู้ทำแผน 1,010 ราย มูลหนี้ 3,366 ล้านบาท หรือเท่ากับ 58.27% จึงทำให้ JKN ได้เป็นผู้ทำแผน
ส่วนประเด็นที่ JKN มีการนำเสนอตารางแผนการชำระเงินคืนให้กับผู้ถือหุ้นกู้ ในลักษณะเป็นการชักจูงให้ผู้ถือหุ้นกู้เชื่อว่าจะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ครบทั้ง 100% เป็นเพียงการชี้แจงเกี่ยวกับวิธีการชำระหนี้ ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด
ในการอ่านคำวินิจฉัยศาลยังมีคำแนะนำว่า ทั้งสองฝ่ายคือเจ้าหนี้และลูกหนี้อาจจะพิจารณาใน‘การร่วมกันทำแผนฟื้นฟูฯ’ เนื่องจาก สถานภาพทางการเงินของ JKN ในเวลานี้ มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องที่แทบจะไม่มีกระแสเงินสดคงเหลือ
ในขณะที่สินทรัพย์อย่างที่ดินส่วนใหญ่ก็ติดจำนองกับสถาบันการเงิน และอยู่ในชื่อของบริษัทย่อย หากปล่อยให้ล้มละลายเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด เพื่อนำมาเฉลี่ยชำระหนี้ก็คงไม่ได้คืนหนี้มากสักเท่าไร การเปิดโอกาสให้มีการฟื้นฟูกิจการ โดยมีการปรับโครงสร้างหนี้ และการดำเนินงานให้ยังสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า




