ยืดเวลาลงมติฮั้ว สว.
ต่อลมหายใจรัฐบาลสีน้ำเงิน
โบราณว่า “น้ำเชี่ยวไม่ให้ขวางเรือ” ฉันใด
ในสถานการณ์ปัจจุบัน การลงมติคดีฮั้ว สว.หากเร่งรีบไปก็ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล ฉันนั้น!
เพราะในทางข่าวได้คาดเดาผลกันไว้ล่วงหน้าว่า ในจำนวนผู้ถูกร้อง 229 คน ทั้งฝ่ายการเมืองคนสำคัญๆ และ สว.ปัจจุบัน คงได้รับการละเว้นทั้งหมด จะมีก็แต่เพียงพวกปลาซิว ปลาสร้อย ที่จะถูกนำมาบูชายันต์
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ปล่อยให้ฝ่ายแฉนำข้อมูลมาตีแผ่ต่อสังคมรายวันกันไป ดีกว่าออกมาตัดเกม ตัดสินเร็ว ให้จบๆ กันไป เพราะข้อมูลที่นำมาเปิดกันรายวันนั้น อย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่ตลาดการเมืองได้รับรู้กันไปหมดแล้ว
ในทางกลับกัน หากปิดจบด้วยผลที่ค้างคาใจสังคม จะยิ่งเติมเชื้อให้กับสถานการณ์ที่ร้อนแรงอยู่เวลานี้ ทวีคูณเพิ่มขึ้นอีก สู้ยื้อเวลาใช้ยุทธวิธีข่าวกลบข่าว รอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อนดีกว่า
แต่ในระหว่างที่รอ ก็ไม่ยอมเป็นกระสอบทรายให้อีกฝ่ายไล่ชกอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งคนในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และฝ่ายประจำในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงประสานเสียงโต้กลับฝ่ายแฉ ด้วยการตั้งกรรมการสอบที่ข้อมูลรั่วไหล และไปแจ้งความเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง
โดยมือกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ศุภชัย ใจสมุทร เชื่อว่าเอกสารที่นำมาเปิดเผยนั้น หลุดมาจากคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบเรื่องนี้
“จากการตรวจสอบพบว่า เอกสารฉบับนี้เคยอยู่ในความครอบครองของ นายเอกรินทร์ ดอนดง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่ กกต.แต่งตั้งขึ้น โดยในขณะนั้นนายเอกรินทร์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์พิเศษของคดีเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเป็นหนึ่งในสามเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ ที่เข้าไปเป็นกรรมการในชุดดังกล่าว”
“บังซุป-ศุภชัย” ขอให้ กกต.เร่งตั้งกรรมการสอบคณะกรรมการชุดที่ 26 ว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือตั้งใจให้เอกสารราชการหลุดรอดไปถึงบุคคลภายนอกหรือไม่ หากพบเป็นความผิดทางอาญา ขอให้ กกต.ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทันที
พร้อมตั้งคำถามถึง ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ว่าเหตุใดจึงไม่ดูแลเอกสารสำคัญให้ดี จนหลุดไปอยู่ในมือบุคคลภายนอกที่นำมาเผยแพร่ในลักษณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ที่นำเอกสารมาเปิดเผยอาจถูกดำเนินคดีในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนได้
“เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของคุณเอกรินทร์ แล้วมันไปหลุดอยู่ในมือของคุณพริษฐ์ได้อย่างไร ผมได้ไปสืบมาแล้วว่าในสำนวนการไต่สวน สว.เขาแบ่งเป็นเซตว่ากรรมการชุดไหนรับผิดชอบส่วนไหน เอกสารที่นำมาแสดงนี้ไม่ได้อยู่ในมือของท่านอื่น แต่อยู่ที่ตัวคุณเอกรินทร์ เพราะฉะนั้น ท่านต้องชี้แจงมาว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงปล่อยให้เอกสารจำนวนมากหลุดออกมา กกต.จะเพิกเฉยไม่ได้ ต้องแสดงให้สังคมเห็นว่าเอกสารที่ควรอยู่ในมือ กกต.กลายมาอยู่ในที่สาธารณะได้อย่างไร”
การออกมารับบทหัวหมู่ทะลวงฟัน ยืนซดหมัดกับฝ่ายแฉของศุภชัย ก็เพื่อยันสถานการณ์ในช่วงนี้ไว้ ไม่ให้ฝ่ายสีน้ำเงินต้องเพลี่ยงพล้ำมากเกินไป เพราะคนอื่นๆ ล้วนอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก แม้แต่ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ยังต้องหลบสื่อ หลังเสียรังวัดเรื่องตีกรอบการส่งคำร้องไปศาล
ประเมินดูแล้วเรื่องฮั้ว สว.ตอนนี้ฝ่ายแฉเป็นหมูที่ไม่กลัวน้ำร้อน พร้อมวิ่งชนปังตอเต็มที่ ถึงขั้นนัดหมายไปจัดเวทีเปิดข้อมูลกันถึงโรงแรมย่านซอยรางน้ำ ที่เป็นรังใหญ่ของพรรคสีน้ำเงิน
ส่วนคำพูดที่ว่า “ไปเจอกันที่ศาล” ของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวในสายตาของฝ่ายแฉ เพราะเอาเข้าจริง ก็แค่ส่งคนไปแจ้งความกับตำรวจโรงพักไว้ กับให้ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย และดีเอสไอ ออกมาสวนกลับ
ทว่าวิธีที่รัฐบาลนำออกมาใช้นั้น ดูเหมือนสังคมจะคาใจอยู่ไม่น้อยที่หันไปจัดการคนเปิดเผยข้อมูล แต่กับคนที่ทำผิดหรืออยู่ในขบวนการฮั้ว สว.กลับเปิดหน้าชนแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย
เท่ากับยอมรับเอกสารที่หลุดเป็นของจริง ส่วนจะสมคบกันโกงจริงหรือไม่ ยังต้องรอการพิสูจน์!?
วันนี้เรื่องฮั้ว สว.หากกดปุ่มได้ คงต้องลากยาวให้ผ่านสถานการณ์ช่วงนี้ไปก่อน ตามสูตรยืดเวลาลงมติ ต่อลมหายใจรัฐบาลสีน้ำเงิน รอให้คลื่นลมสงบค่อยมาว่ากัน




