ตท.26 ผงาดคุมสมการความมั่นคง ปูทาง ผบ.ทบ. ถึงปี 2571 บนทางสองแพร่ง “เพื่อชาติ–เพื่อพวก”

16 ก.ย. 2569 - 18:09

  • การจัดวางนายทหารระดับ 5 เสือและตำแหน่งสำคัญ ถูกมองว่าเปิดเส้นทางให้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ก้าวขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ในปี 2570 พร้อมวางฐานอำนาจต่อเนื่องถึงปี 2571

  • เครือข่ายรุ่น ตท.26 กระจายอยู่ทั้งกองทัพภาค หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กรมสรรพาวุธ กรมพลาธิการ และกรมการข่าว ครอบคลุมทั้งกำลังรบ การข่าว การจัดหา และการส่งกำลังบำรุง

  • อำนาจล้นกลไกถ่วงดุล ตท.26 จะมีสัดส่วนถึง 5 ใน 6 ที่นั่งตามรายชื่อกรรมการกลาโหม ขณะที่เลขาธิการ สมช.ก็มาจากรุ่นเดียวกัน จุดคำถามว่าสมการนี้จะสร้างประสิทธิภาพเพื่อประเทศ หรือกลายเป็นการรวมศูนย์เพื่อพวกพ้อง

ตท.26 ผงาดคุมสมการความมั่นคง ปูทาง ผบ.ทบ. ถึงปี 2571 บนทางสองแพร่ง “เพื่อชาติ–เพื่อพวก”

บทความชิ้นก่อนเป็นข้อมูลที่วาดภาพให้เห็นถึงสมการอำนาจในกองทัพบก ที่ ‘ผบ.ปู’ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก กับการจัดวางนายทหารระดับ 5 เสือกองทัพบก นายทหารระดับพลเอกพิเศษ และพลเอกในสำนักงานผู้บัญชาการทหารบก รวมทั้งระดับรองเสนาธิการทหารบก เพื่อปูพรมแดงให้กับ ‘เพื่อนเต้’ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ในปี 2570 แบบสดใสไร้รอยต่อ 

เพราะตำแหน่ง พล.อ.พิเศษ และพล.อ.ที่อยู่รอบๆตัว ‘เพื่อนเต้’ ในปีหน้า ล้วนแต่เกษียณอายุราชการในปี 2570 เกือบทั้งหมด มีเพียง พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ที่เกษียณปี 2571 และพล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ ที่เกษียณปี 2573 ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะขึ้นมาเป็นแคนดิเดต เพราะบนดีลก่อนขึ้นสู่ 5 เสือรอบนี้ เป็นที่รู้กันภายในว่า เสธกอล์ฟ ยอมถอยให้พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพื่อรอเป็นผบ.ทบ.2 ปี ในปี 2571

มาวิเคราะห์การปูพรมแดงใน ทบ.รอบนี้ เท่ากับอำนาจเตรียมทหารรุ่นที่ 26 (ตท.26) ในกองทัพบก จะแผ่ผงาดไปถึงปี 2571 และทาบเงาผ่านพล.ท.สราวุธได้ต่อถึงปี 2573 หรืออย่างน้อยที่สุดพล.อ.พนา จะสามารถทำบัญชีนายพลและพันเอกพิเศษ หรือ น.5 ได้อีก 2 ครั้ง ในการโยกย้ายกลางปีเดือนเมษายน 2570 และโยกย้ายปลายปีเดือนตุลาคม 2570 

ขณะที่พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ก็จะทำบัญชีโยกย้ายนายพล และพันเอกพิเศษ ได้อีก 2 ครั้ง ในเดือนเมษายน 2571 และตุลาคม 2571 ซึ่งเพียงพอที่จะวางฐานอำนาจแบบต่อเนื่องได้อีกหลายปี 

ไม่นับในระดับกองทัพภาค และระดับหน่วยบัญชาการ ที่โยกย้ายครั้งนี้ ตท.26 ยังคงอยู่ในตำแหน่งแม่ทัพภาคถึง 2 ภาค คือ พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และพล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3  

ทั้ง 2 แม่ทัพมีส่วนในการจัดวางนายทหารที่จะเข้าไลน์มาเป็นแคนดิเดตแม่ทัพภาคคนต่อไป โดยทัพภาค 2 คาดว่าจะเป็นพล.ต.สมภพ ภาระเวช รองแม่ทัพภาคที่ 2 (ตท.29) ที่รบเคียงข้างพล.ท.วีระยุทธ์ มาตลอด ส่วนกองทัพภาค 3 คาดว่า จะเป็นพล.ท.ณรงค์ฤทธิ์ ปาณิกบุตร (ตท.28) ที่ปีนี้ขยับขึ้นมาเป็นแม่ทัพน้อยที่ 3 รอขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ในปีหน้า 

ระดับหน่วยบัญชาการยังคงมี พล.ท.อดุลย์ จันทร์มา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(ตท.26) ที่ยังคงคุมกำลัง นสศ. ที่เปรียบดั่งกองทัพภาคที่ 5 และมีส่วนในการจัดกำลังรบในหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ  

การโยกย้ายล่าสุด พล.อ.พนา ลงนามขยับ ‘ผบ.เด็จ’ พล.ต.เสด็จ นาคะจักร ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 (ตท.30)  ขึ้นมาเป็นรองผบ.นสศ. เท่ากับ ‘รองเอิร์ธ’ พล.ต.อินทนนท์ รัตนกาฬ (ตท.31) ทำให้พล.ต.เสด็จ มีลุ้นที่จะชิงตำแหน่ง ผบ.นสศ. กับพล.ต.อินทนนท์ ทั้งที่ก่อนนั้นแทบจะเป็นแคนดิเดตหลักเพียงรายเดียว 

หมากเกมนี้ พล.อ.พนา เลือกที่จะชะลอ พล.ท.อดุลย์ ไว้ในตำแหน่งเดิม โดยไม่ขยับขึ้นมาเป็นพลเอก ทั้งที่พล.ท.อดุลย์จะเกษียณอายุราชการในปี 2570 เพราะหากขยับในปีนี้ ก็เท่ากับเปิดทางให้พล.ต.อินทนนท์ ขึ้นสู่ตำแหน่งผบ.นศส.ได้ทันที เนื่องจากรองเอิร์ธ เป็นแคนดิเดตเพียงรายเดียวที่เหมาะสมที่สุด 

การดึงเวลารอบนี้ ทำให้พล.ต.อินทนนท์และพล.ต.เสด็จ ที่เคยแข่งกันในตำแหน่ง ผบ.พล.รบพิเศษ จะกลับมาเป็นคู่เบียดชิงตำแหน่งผบ.นสศ.กันอีกครั้งในปี 2570 และมีกระแสข่าววงในเล่ากันว่า พล.ต.เสด็จ มีความใกล้ชิด และทำงานเข้าตาพล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ว่าที่ผบ.ทบ.คนใหม่มากกว่า พล.ต.อินทนนท์ ที่ค่อนข้างขวานผ่าซาก ตรงไป ตรงมา และเป็นนายทหารที่ไม่ชอบประชาสัมพันธ์ตัวเอง หากเป็นไปตามหมากที่วางไว้ ตท.26 ก็ยังคงวางสรรพกำลังสยายคุมหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษในยุคพล.ต.เสด็จ ต่อได้อีกยุค 

ส่วนตำแหน่งสำคัญอื่นๆในกองทัพบก ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์ และการส่งกำลังบำรุง พล.อ.พนาและผองเพื่อน นอกจากจะขยับพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เป็น 1 ใน 5 เสือกองทัพบกในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกที่จะรับผิดชอบสายงาน กบ. หรือ สายส่งกำลังบำรุงแล้ว การโยกย้ายรอบนี้เจ้ากรมที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 เช่นกรมสรรพาวุธทหารบก แม้เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 พล.ท.ณัฐพร ขวัญแย้ม จะเกษียณอายุราชการ แต่พล.อ.พนา ยังคงยึดฐานที่มั่นเอาไว้ โดยขยับเพื่อน ตท.26 พล.ต.วิกรานต์ จันระมาด จากรองเจ้ากรม ขึ้นมาเป็นเจ้ากรมสรรพาวุธแทน 

กรมพลาธิการทหารบก ที่เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 พล.ท.พิจิตร บุญญสุวรรณ เจ้ากรมเกษียณอายุ ขยับเพื่อน ตท.26 อีกคน คือ พล.ต.ยุทธนา ธรรมธร รองเจ้ากรม ขึ้นมาเป็นแทน ซึ่งเท่ากับสายงานส่งกำลังบำรุง ทั้งสายพลาธิการ และสายสรรพาวุธ 

กรมการข่าวที่พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง ขยับขึ้นเป็น รองเสนาธิการทหารบก ก็มีการขยับเพื่อนตท.26 พล.ต.สรวุฒิ ไชยบุตร ขึ้นมาเป็นเจ้ากรมการข่าว ดูแลงานด้านการข่าวต่อ ทั้งหมดยังไม่นับกรมหลักในกองทัพบกที่นายทหาร ตท.26 ยังอยู่ในตำแหน่งเจ้ากรม รวมทั้งการวางไลน์ทายาทในแต่ละกรม เพื่อความต่อเนื่องในการบริหารจนสิ้นปี 2571 รองรับการเป็น ผบ.ทบ.ของพล.อ.ณรงค์ฤทธิ์

สมการอำนาจในกองทัพบก ที่พล.อ.พนาและผองเพื่อนตท.26 วางไว้ วันนี้จึงเท่ากับเป็นการวางฐานและขุมกำลังให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

…2 ปีที่ผ่านมาของ พล.อ.พนาในกองทัพบก จึงนับว่า เป็นยุคที่ ตท.26 เบ่งบานและแผ่อำนาจมากที่สุด 

ปี 2569 -2570 อันเป็นช่วงปีสุดท้ายของพล.อ.พนา จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ว่า แนวทางที่พล.อ.พนาและผองเพื่อน ตท.26 เคยขอโอกาสจาก ‘พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์’ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในการทำโผนายพลครั้งแรกเมื่อปี 2568 จนมีเพื่อนตท.26 ขึ้นมาทั้งแผง โดยให้เหตุผลว่า เพื่อการทำงานเป็นทีม และการสร้างกองทัพบกยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพ 

ซึ่งจะปรากฏผลออกมาในรูปแบบไหน เพราะแนวทาง ณ วันนี้กำลังถูกจับตามองว่ายังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง ที่ก้ำกึ่งระหว่างที่ “เพื่อชาติ” หรือ “เพื่อพวก”

ประการสำคัญ เมื่อวันนี้จุดถ่วงดุลในหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เคยมี พล.อ.ณัฐพล เป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม มีนายทหารรุ่นอื่นเป็นปลัดกลาโหม ผบ.เหล่าทัพที่หลากรุ่น มีข้าราชการพลเรือนเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่อาจจะเริ่มเสียสมดุลแห่งอำนาจแล้ว เพราะนับจากเดือนตุลาคม 2569 คณะกรรมการกลาโหม กรรมการที่มีบทบาทพิจารณาโยกย้ายนายทหารระดับนายพล ที่ประกอบด้วย รัฐมนตรีกลาโหม, ปลัดกลาโหม, ผบ.ทัพไทย ,ผบ.ทบ. ,ผบ.ทร. , ผบ.ทอ. จะมีเสียงของ ตท.26 ถึง 5 ใน 6 เสียง 

ทั้ง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ,พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์ ปลัดกลาโหม ,พล.อ.พนา  แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ,พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. ,และพล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล มีเพียง ‘บิ๊กหยอย‘ พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผบ.ทัพไทย เพียงคนเดียวที่เป็น ตท.24 

ซึ่งหากจำเป็นต้องโหวต กรณีที่ความเห็นไม่ตรงกัน เสียงโหวตของ ตท.26 ในกรรมการกลาโหม จึงมี 5 ใน 6 เสียงอย่างแน่นอน และถึงแม้การเมืองจะแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยกลาโหมเข้ามาอีก 1 เสียง เพื่อให้ครบ 7 ในกรรมการกลาโหม ก็ยังทัดทาน 5 เสียงของ ตท.26 ไม่ได้อยู่ดี 

ไม่เพียงเท่านั้น…วันนี้สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคง และมีบทบาทสำคัญในกรณีที่มีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น เลขาสมช.ก็ยังเป็น เสธ.ปูด้วงพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นายทหารจาก ตท 26 เช่นกัน 

ตท.26 วันนี้จึงเป็นรุ่นที่กำลังจะสร้างตำนานสมการอำนาจของประเทศ เพราะเป็นรุ่นที่จะขับเคลื่อนหน่วยงานด้านความมั่นคงเกือบเต็มรูปแบบและเกือบเบ็ดเสร็จ ใกล้เคียงยุคนายทหารรุ่น จปร.5 รุ่นของพล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่วันนั้นนอกจากจะผงาดคุมกำลังทั้ง 3 เหล่าทัพ พล.อ.สุจินดา ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกด้วย

ทางสองแพร่งของ ตท.26 ภายใต้การนำของพล.อ.พนาวันนี้ จึงเป็นย่างก้าวที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง สุ่มเสี่ยงว่า จะย่างลงบนแพร่งไหนในทาง 2 แพร่ง 

ระหว่างทางแพร่งเพื่อ “ชาติ” หรือทางแพร่ง เพื่อ “พวก” 

ขึ้นอยู่กับ ตท.26 เลือกจะเขียนตำนานหน้าไหน 

พล.อ.พนาและผองเพื่อน ยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 1 ปี ที่จะคิดและทบทวน และอย่าลืมเงี่ยหูฟังเสียงวิจารณ์ผลงานการโยกย้ายปี 2569 ว่า สมการอำนาจที่เขียนขึ้น มีผลกระทบใน “ทางบวก” หรือ “ทางลบ” ต่อกองทัพ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์