การเมืองกับน้ำท่วม
จากสุพรรณบุรี ถึงนครนายก
ใครคุมประตูระบายน้ำ??
ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในประเทศไทย มีผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง มักจะมีเรื่องของการเมืองที่เรียกกันว่า “มือที่มองไม่เห็น” เข้ามาเกี่ยวข้อง มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไป
ในอดีตช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่เรียกกันได้เต็มปากว่า มหาอุทกภัย ครั้งนั้น ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ จุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยา ไล่เรื่อยมาถึงภาคกลาง ทุกจังหวัดตลอดแนวสองฝั่งเจ้าพระยา มาถึงกรุงเทพฯ ล้วนถูกน้ำท่วมถ้วนหน้า
มีเพียง จ.สุพรรณบุรี ที่ไม่จมน้ำและยังคงสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติสุข จนเกิดเสียงค่อนแคะไปถึงนักการเมืองใหญ่ชื่อ บรรหาร ศิลปอาชา ผู้มากบารมี เป็นคนออกประกาศิตห้ามผันน้ำผ่านเมือง “บรรหารบุรี”
บ้างบอกเหตุผลอีกประการ ที่ต้องป้องกันพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ไม่ให้น้ำท่วมในปีนั้น ก็เพื่อรักษาพื้นที่ปลูกข้าวของชาวต่างชาติที่มาลงทุนในพื้นที่ ซึ่งเรียกกันว่า “นาซาอุฯ” ที่เศรษฐีน้ำมันชาวซาอุดิอาระเบียมาลงทุนไว้
นอกจากนั้น ในทางการเมืองยังมีการพูดถึงเรื่อง การเก็บกุญแจประตูระบายน้ำเอาไว้เองของ “เติ้ง-เสี่ยวหาร” ที่สื่อมักใช้พูดถึงอดีตนายกฯ บรรหาร เพราะเป็นคนมีรูปร่างลักษณะเดียวกับอดีตผู้นำจีนที่ชื่อ “เติ้ง เสี่ยว ผิง”
ความหมายของการเก็บกุญแจประตูระบายน้ำเอาไว้ในที่นี้ คือ สามารถสั่งเปิด-ปิดประตูระบายน้ำได้ เพื่อให้ชาวนาใน จ.สุพรรณบุรี สามารถทำนาได้ปีละหลายๆ ครั้ง ต่างจากจังหวัดใกล้เคียงที่ปีหนึ่งทำได้ไม่กี่ครั้ง เพราะไม่มีน้ำ
เรื่องนี้กลายเป็นความบาดหมางระหว่างพรรคชาติไทย กับพรรคไทยรักไทย ในขณะนั้น จนนำไปสู่การฟ้องร้องกันขึ้นในปี 2548 เรื่องที่ไปกล่าวหาหัวหน้าพรรคชาติไทย ขโมยกุญแจประตูระบายน้ำมาเก็บไว้เอง
นั่นคือเหตุการณ์เรื่องแย่งน้ำทำนาและป้องกันไม่ให้น้ำไหลผ่านเข้ามาสร้างความเสียหายในพื้นที่ของนักการเมืองในอดีต จริงบ้าง เท็จบ้าง เป็นเรื่องพูดถึงกันมานานกว่า 20 ปี แต่คงมีเค้าอยู่บ้าง เพราะไปไกลถึงขั้นฟ้องร้องเอาผิดกัน
แต่มา พ.ศ.นี้ เหตุเกิดที่ จ.นครนายก บริเวณหน้าเขื่อนขุนด่านปราการชน ช่วงบ่ายอ่อนวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับน้ำท่วมและเป็นเรื่องของนักการเมืองเหมือนกัน แต่แตกต่างกับในอดีต
หนนี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นการไปทำหน้าที่ปกติของ พลพีร์ สุวรรณฉวี มท.3 มือปราบผับ บาร์ ชาวอิสราเอลทำผิดกฎหมาย ที่มีความโดดเด่นเป็นข่าวแทบจะรายวัน แต่ครั้งนี้ไปสั่งปิดประตูระบายน้ำเขื่อนขุนด่าน เพื่อลดผลกระทบให้กับชาวบ้านที่อยู่ท้ายเขื่อน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการเร่งเปิดประตูระบายน้ำพร้อมกันทั้ง 4 บาน
จนกระทั่งเกิดเป็นดราม่าขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาระบุว่า มีนักการเมืองสั่งปิดการระบายน้ำของเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เสี่ยงต่อการทำเขื่อนแตก
ขณะที่รัฐมนตรีลูกเทพ ‘พลพีร์’ ออกมาตอบโต้ทันควัน ไม่ได้สั่งปิดการระบายน้ำถาวร แค่เป็นการหารือชะลอน้ำช่วยเหลือประชาชน พร้อมสำทับว่า “ไม่มีใครโง่พอทำเขื่อนแตก”
งานนี้เหมือนเป็นการตอบโต้กันของนักการเมืองกับนักวิชาการปกติทั่วไป แต่หากสแกนลึกลงไปจะเห็นว่า ดร.สิตางศุ์ ผู้เชี่ยวชาญน้ำท่านนี้ ครั้งหนึ่งเคยนั่งเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ สมัยพรรคกล้าธรรม ยึดครองแบบเบ็ดเสร็จ
เป็นที่ทราบกันว่า “อาจารย์น้อย” คือ มือทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ส่วนข้าราชการที่เป็น ผอ.เขื่อนขุนด่านปราการชล เข้าใจว่าเกษียณในปีนี้ ก็มาจากสายของอธิบดีกรมชลประทานคนเก่า ที่มีความแนบแน่นอยู่กับผู้กองธรรมนัสเช่นกัน
สำหรับการปิด-เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนขุนด่าน นอกจากการบริหารจัดการระดับน้ำตามปกติแล้ว จะมีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วยหรือไม่ ต้องไปถามคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำเอาเอง
แต่ว่ากันว่าที่ มท.3 ต้องลงไปเองหนนี้ ก็เพราะได้รับการร้องขอจากผู้ว่าฯ ที่ทนเห็นชาวบ้านเดือดร้อนไม่ไหว แต่สั่งการเองไม่ได้เพราะคนละสายงาน จึงแจ้งมายังหน่วยเหนือ เพื่อไปปรามขอให้เพลาๆ การปล่อยน้ำลงบ้าง ไม่ใช่ปล่อยตูมๆ ทั้ง 4 บาน แบบไม่ยั้ง
งานนี้เรื่องการเปิดระบายน้ำรักษาเขื่อนตามหลักการก็ว่ากันไป แต่ดูจากภาพใหญ่แล้ว น่าจะมีกลิ่นอายของการเมืองรวมอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่มีสถานะเป็น “รัฐบาลนอกทำเนียบฯ”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมของการเมืองที่มากับน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ พ.ศ.นี้




