เหลือเวลาประชุมอีกไม่เกิน 5 ครั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องสรุปผลศึกษานำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามที่กำหนดไว้ในกลางเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2567
คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานฯ ได้รับมอบหมายจากสภาให้ศึกษาเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ต่อมาได้ขอขยายเวลาเพิ่มอีก 60 วัน
ล่าสุดได้ข้อสรุปเกือบครบทั้งหมดแล้ว ทั้งเรื่องนิยามคำว่า "แรงจูงใจทางการเมือง" กรอบเวลาที่ให้เริ่มนับตั้งแต่เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี2548 ถึงปัจจุบัน โดยให้คณะอนุกรรมาธิการฯ ไปดูรายละเอียดการกระทำความผิด มีด้วยกัน 25 ฐานความผิด ซึ่งรวมคดีมาตรา 112 เอาไว้ด้วย แต่ยังไม่ถือเป็นข้อสรุป เพราะต้องให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการชุดใหญ่พิจารณา จัดทำเอกสารแนบท้ายอีกครั้ง
เอาเป็นว่า สิ่งที่คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้สรุปมา 25 ฐานความผิด พร้อมจำแนกเป็น คดีหลัก คดีรอง และคดีอ่อนไหวนั้น เมื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมใหญ่แล้ว จะเอาตามนั้นหรือไม่ก็ได้ โดยเฉพาะคดีที่มีความอ่อนไหวเกี่ยวกับความผิดมาตรา 112 ถือว่ามีปัญหามากที่สุด จึงต้องแขวนไว้ไปว่ากันในตอนท้ายสุด
ส่วนการประชุมครั้งต่อไป จะพิจารณาที่มาของคณะกรรมการกลั่นกรองคดีว่า จะให้มาจากไหนระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเบื้องต้นเทน้ำหนักไปที่ฝ่ายบริหาร เพราะมีเรื่องของงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ออกกฎหมาย จึงไม่ควรรับเป็นเจ้าภาพเสียเอง ให้มีเฉพาะตัวแทนเข้าร่วมก็น่าจะพอ
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องหน้าที่ของคณะกรรามการกลั่นกรอง รวมทั้ง การกระทำผิดซ้ำจะทำอย่างไร ก็ต้องไปว่ากันในการประชุมครั้งถัดไปเช่นกัน
ทีนี้ย้อนกลับไปที่คดีมาตรา 112 ที่ถูกแขวนไว้ เมื่อพิจารณาจากเหตุผลทั้งหมดแล้ว น่าจะต้องถูกแขวนไว้แบบถาวร เพราะจากท่าทีเดิมของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีพรรคไหนที่เอาด้วยกับการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112
ส่วนการออกมาแสดงอาการฟึดฟัดของ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมาธิการจากเพื่อไทย เมื่อไม่กี่วันก่อน สืบสาวราวเรื่องดูแล้ว พบว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าวาระส่วนตัว ที่มีคนใกล้ชิดไปพัวพันกับคดีมาตรา 112 ด้วยก็เท่านั้น
ไม่มีอะไรไปโยงใยกับคดีมาตรา 112 ของนายใหญ่เพื่อไทยทั้งนั้น
ในขณะที่ผลโหวตเบื้องต้นของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่กี่วันก่อน กรณีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน ที่มีผู้แสดงความเห็นกว่าร้อยละ 64 ไม่เอาด้วย ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนได้อีกระดับหนึ่ง
สุดท้ายคดียุบพรรคก้าวไกล ที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ และกำลังนับเวลาถอยหลังจะอยู่หรือไป หากโชคร้ายถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ในข้อหาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีผลสืบเนื่องจากนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน
เท่ากับเป็นการตอกฝาโลง ปิดประตูการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ไปโดยปริยาย เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่ามีผลผูกพันกับทุกองค์กร แล้วใครหน้าไหนจะกล้าหยิบคดีมาตรา 112 มาล้างผิด ผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมอีก
พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ถ้าผลออกมาเป็นอย่างที่ว่า ก็เท่ากับปิดทางนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ไปตลอดนิรันดร์กาล




