การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ 200 คน ปิดรับสมัครไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา การเลือกตั้งในระดับอำเภอจะมีขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน เลือกระดับจังหวัด วันที่ 16 มิถุนายน เลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน โดยคาดว่าคณะกรรมการเลือกตั้งจะประกาศรายชื่อ 200 ได้ประมาณวันที่ 2 กรกฎาคม
คนไทยที่อายุครบ 18 ปี ‘ไม่มีสิทธิเลือก สว.’ คนที่มีสิทธิเลือกคือ ผู้สมัครที่เลือกตัวเอง และเลือกผู้สมัครคนอื่น ๆ เท่านั้น และยังห้ามไม่ให้ผู้สมัครหาเสียง ทำได้แค่แนะนำตัวว่าเป็นใคร ทำอะไร มีประสบการณ์อย่างไรเท่านั้น รวมทั้งห้ามสังกัดพรรคการเมือง
จึงทำให้การเลือก สว. ครั้งนี้ไม่มีกระแส ไม่คึกคัก เทียบไม่ได้เลยกับการเลือกตั้ง สส. คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศไทยกำลังจะมีการเลือก สว.ชุดใหม่
จะมีก็แต่ ‘คณะก้าวหน้า’ กลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองนอกสภาในเครือข่ายพรรคก้าวไกลของ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ และพวกเท่านั้นที่ลงทุน ลงแรง ทำแคมเปญ ‘สว. ประชาชน’ รณรงค์ให้คนที่มีคุณสมบัติครบไปลงสมัคร สว. ให้มากที่สุด
โดยอ้างว่าเพื่อทำการเมืองไทยให้คืนสู่ความเป็นปกติ เพราะแม้จะมีการเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลได้ สส. มากที่สุด แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้แล้ว สว. ที่ แต่งตั้งโดยคสช.พ้นวาระไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม แต่การเมืองไทยยังไม่หลุดพ้นจาก ‘ระบอบประยุทธ์’
ชั่วเวลาแค่เดือนเดียวตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม ก่อนวันเปิดรับสมัคร สว. วันเดียว คณะก้าวหน้า และ ‘iLaw’ ซึ่งเป็นแนวร่วมที่มีเป้าหมายเดียวกันลงพื้นที่เดินสายไปทั่วประเทศถึง 40 ครั้ง เพื่อชักชวนคนให้มาสมัคร สว. ให้มากที่สุด
จึงเป็นที่มาของข้อสังเกตว่าคณะก้าวหน้า กำลังจัดตั้ง ‘สว. สีส้ม’ ให้ได้มากที่สุด เพื่อถ่ายทอดส่งต่ออุดมการณ์ทางการเมืองของตนให้ สว. เหล่านั้น เมื่อได้รับเลือกตั้ง เข้าสู่วุฒิสภาแล้ว
พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ห้ามไม่ให้ผู้สมัคร เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ห้ามรับความช่วยเหลือใดๆจากผู้มีตำแหน่งทางการเมือง
คณะก้าวหน้าของธนาธรเป็น ‘กลุ่มการเมือง’ ไม่ใช่พรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับ กกต. จึงอาศัยเงื่อนไขนี้เคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่
ธนาธร เคยกล่าวไว้ในช่วงเริ่มต้นแคมเปญว่า ต้องการ สว. เพียง 67 คน ก็จะเปลี่ยนการเมืองไทยได้
พรรคก้าวไกล มีนโยบายชัดเจนในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ ‘ต้องการเปลี่ยนสถานะ’ ของสถาบัน ไม่ให้เป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไป โดยการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ ‘ลดการคุ้มครอง’ สถาบันลงมา ‘เท่ากับหรือน้อยกว่า’ บุคคลธรรมดา และเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รวมทั้งหมวดพระมหากษัตริย์ ที่ยืนยันสถานะของสถาบันว่า
‘องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ’
แต่พรรคการเมืองอีก 7 พรรค ที่เซ็นเอ็มโอยู ร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล เสนอชื่อ ‘พิธา ลิ่มเจริญรัตน์’ รวมทั้งวุฒิสมาชิกไม่เห็นด้วย และจับมือกันตั้งรัฐบาลเอง ทำให้พรรคก้าวไกล ต้องเป็นฝ่ายค้าน แม้รัฐบาลจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้แต่ ‘ไม่แก้หมวด 1 และหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์’
อุดมการณ์ของธนาธร จึงยังไม่เป็นจริง
การแก้รัฐธรรมนญต้องได้รับ ‘ความเห็นชอบ’ จาก สส. ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง และ สว.1 ใน 3 คือ 67 คน จาก สว. 200 คน
ถึงแม้การเลือกตั้งสมัยหน้าพรรคก้าวไกลจะได้ สส. เกินครึ่ง หรือมากกว่าอย่างที่ธนาธรและพิธาฝันไว้ แต่ก็ยังต้องการเสียง สว. อีกอย่างน้อย 67 คน จึงจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ให้เป็นไปตามอุดมการณ์ของธนาธรได้
ดังนั้นคณะก้าวหน้า และธนาธร จึงทุ่มเทอย่างหนัก เดินสายชวนคนมาสมัคร สว. โดยหวังว่าจะมี สว. อย่างน้อย 67 คน ไม่รวมคนที่เป็นเครือข่ายก้าวหน้า ก้าวไกล ที่ลงสมัครด้วย จะเห็นดีเห็นงามกับธนาธร ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จอย่างที่ธนาธรต้องการประเทศไทยจะเผชิญกับความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์





