หักเหลี่ยม เฉือนคม หรือเกี๊ยเซียะ?!

10 มี.ค. 2568 - 10:16

  • กลับญัตติซักฟอกให้ฝ่ายค้านนำไปแก้ไข

  • ค้านรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ไม่ได้ให้อำนาจประธานฯ ใช้ดุลยพินิจหรือยับยั้ง

  • ไม่ยอมถอยให้กัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

politics_thailand_deepspace_debate_opposition_confidence_SPACEBAR_Hero_d7858c9549.jpg

เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอยให้กัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ Gen Y ที่รอกันมานาน จะทันได้เห็นก่อนปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 11 เมษายนนี้หรือไม่ นาทีนี้ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย

เพราะในขณะที่รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ยังตกลงกันไม่ได้จะให้เวลาซักฟอกกี่วัน ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมสภาปีที่2/2 ในวันที่ 11 เมษายน 2568 ลงในเวบไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา 

วันเดียวกับที่ประธานฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ตีกลับญัตติซักฟอกให้ฝ่ายค้านนำไปแก้ไข

โดยฝ่ายค้านต่างออกมาประสานเสียงยืนยันไม่แก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ไม่ได้ให้อำนาจประธานฯ ใช้ดุลยพินิจหรือยับยั้ง ทั้งรัฐธรรมนูญย่อมมีศักดิ์ที่สูงกว่าข้อบังคับการประชุม 

ในขณะที่ข้อบังคับการประชุม ข้อ 176 ที่ให้อำนาจประธานฯ ตรวจสอบญัตติ ก็เป็นเรื่องของ "ข้อบกพร่อง" ที่หมายถึงความไม่สมบูรณ์ของญัตติ เช่น สส.เข้าชื่อกันไม่ครบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือลายเซนต์ไม่ถูกต้อง เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังไม่ได้มีการห้ามเอ่ยถึงบุคคลภายนอกไว้ในข้อบังคับการประชุม โดยกำหนดไว้เพียงให้เลี่ยงกล่าวถึงโดยไม่จำเป็นและผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบเอง หากมีความเสียหายเกิดขึ้น 

ฝ่ายค้าน จึงยืนกรานไม่ถอดชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ออกจากเนื้อหาในญัตติซักฟอก

ส่วนประธานฯ วันนอร์ จะทึกทักเอาเองว่า ลำพังแค่เอ่ยชื่อโดยไม่จำเป็นยังห้าม แต่นี่เขียนไว้ชัดเจนในญัตติ แล้วจะให้ปล่อยผ่านไปได้อย่างไร ดังนั้น หากยังมีชื่อทักษิณอยู่ในญัตติ ก็จะไม่บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ ซึ่งให้เหตุผลเกรงจะถูกฟ้องร้อง โดยตัวเองต้องรับผิดชอบเป็นคนแรก ในฐานะจำเลยที่ 1  

เมื่อต่างก็ยืนกระต่ายขาเดียว ไม่ยอมถอยให้กัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะได้ ใครจะเสียในเกมนี้ หากปล่อยให้ลากกันไปจนสิ้นสุดสมัยประชุม?!

งานนี้ถ้ามองแบบไม่ซับซ้อน ถือว่าเสียกันทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายค้าน เสียโอกาสในการทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ จนอายุสภาชุดนี้ผ่านไปครึ่งทางแล้ว ยังไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

เช่นเดียวกับฝ่ายรัฐบาล นายกฯ Gen Y ก็ขาดโอกาสชี้แจง ไม่ได้แสดงภูมิความรู้ความสามารถ ที่สังคมสงสัยให้เป็นที่ประจักษ์ว่า ไม่ได้ล้มเหลว ไม่ได้เป็นร่างทรงหรือหุ่นเชิดของใคร

แต่ที่ได้ทันทีคือ ทำให้นายกฯ มือใหม่หัดขับ รอดจากการถูกซักฟอกไปได้ด้วยเทคนิคทางการเมือง ซึ่งไม่รู้เป็นฝีมือใคร หรือเป็นทฤษฎีสมคบคิดของทั้งสองฝ่าย ที่ทำให้นายกฯ อิ๊งค์ รอดไปได้หวุดหวิด

ทว่าสังคมคงไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างน้อยต้องไปตรวจสอบว่า มีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างส่งเสียงฮึ่ม ๆ แยกเขี้ยวเข้าหากันตลอด โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ถึงขั้นวางตัวคนแถว 1-2-3 ออกแบบ "อคาเดมีเพื่อไทย" เตรียมรับมือเอาไว้ด้วยซ้ำ

ขืนปล่อยให้จบลงแบบไม่ได้อภิปรายฯ คอการเมืองที่รอดูอยู่คงไม่ยอมแน่

ส่วนผลในทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร ต้องไปดูกันต่อว่า ญัตติที่ฝ่ายค้านยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ตามมาตรา 151 จะยังคาอยู่ในสภาต่อหรือไม่  และที่รัฐธรรมนูญ "ห้ามยุบสภา" จนกว่าการอภิปรายจะเสร็จสิ้น หรือมีการถอนญัตตินั้น

การที่ประธานฯ วันนอร์ รับญัตติไว้แต่ยังไม่ได้บรรจุเข้าวาระพิจารณา จะถือว่ามีผลทางกฎหมายสมบูรณ์ตามมาตรา 151 ที่ห้ามมิให้ยุบสภาเกิดขึ้นหรือยัง

เอาเป็นว่า ถ้าผลทางกฎหมายที่ให้ริบดาบยุบสภาไว้ชั่วคราวเกิดขึ้นแล้ว ในระหว่างนี้นายกฯ ก็ไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ จนกว่าการพิจารณาญัตติจะเสร็จสิ้นหรือไม่ก็ให้ฝ่ายค้านถอนญัตติออกไปก่อน

อำนาจยุบสภา จึงจะคืนกลับมา

สุดท้ายเกมนี้จะเป็นการหักเหลี่ยม เฉือนคม หรือเกี๊ยเซียะกัน อุ้มนายกฯ อิ๊งค์ หนีศึกซักฟอก ยังต้องรอดูของจริงกัน ซึ่งหากเป็นอย่างหลังรับรองทั้งแดง-ส้ม เท่ากับขุดหลุมฝังตัวเองทั้งคู่นั่นแหล่ะ!!

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์