อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน ที่มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มวิชาชีพ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ก็จะมีอายุครบสองปี และครบวาระห้าปีในปี 2572
แต่ผ่านมาเกือบครึ่งทาง ยังมีปัญหาให้พูดถึงกันไม่จบไม่สิ้น คือ "คดีฮั้ว สว" ที่มีผู้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยจำนวนมาก ซึ่งยึดตามสำนวนคดีพิเศษเลขที่ 24/2568 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีทั้งผู้สั่งการ ผู้วางระบบ ผู้ปฏิบัติ ผู้ได้รับเลือกเป็น สว.ไปจนถึงผู้ทำหน้าที่ลงคะแนนสนับสนุน
ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอ ให้ความสำคัญกับคดีนี้มากถึงขั้นยกขึ้นเป็นคดีพิเศษ และถูกพูดถึงกันหนาหูในฐานความผิด "อั้งยี่-ซ่องโจร" โดยทำคู่ขนานไปกับคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ต่อมาเมื่อฟ้าเปลี่ยนสี อำนาจการเมืองเปลี่ยนมือ จากพรรคการเมืองหนึ่งมายังอีกพรรคการเมืองหนึ่ง หลังเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้การทำคดีในส่วนของดีเอสไอ ลดความร้อนแรงลง จนแทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ปรากฎให้เห็นบนหน้าสื่ออีก
ทั้งๆ ที่คดีฟอกเงินอันเกี่ยวพันกับการ "ฮั้ว สว" มีตัวเลขสูงถึง 400-500 ล้านบาท และมีเส้นทางเงินเชื่อมโยงถึงคนในแวดวงการเมืองมากมาย มีทั้งอดีตผู้ช่วย สส.อดีตผู้สมัคร สส.คณะทำงานรัฐมนตรี ไปจนถึงนักการเมืองระดับ "บิ๊กเนม"
ทว่าวันนี้เหลือเพียงสำนวนในมือ กกต.ที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวน 229 คน แยกเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน และนักการเมืองในพรรคแกนนำรัฐบาลอีก 91 คน ซึ่ง กกต.อยู่ระหว่างเพ่งพินิจสำนวนที่มีเอกสารประกอบหนาปึกร่วมหนึ่งแสนแผ่น
ไม่รู้ว่าครบกำหนดเส้นตายในเดือนกันยายนนี้แล้วผลจะออกหัวออกก้อยอย่างไร
ขณะที่สภาสูง ซึ่งถูกค่อนแคะเป็น "สภาสีน้ำเงิน" ก็ยังคงพร้อมเพรียงกันโหวตรับรองและไม่รับรองผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดพร้อมใจกันโหวตรับรองผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่างไปอีกหนึ่งราย ในท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่หนักหนาสาหัสกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ดังนั้น ในระหว่างที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ ยังฟุ้งๆ หาข้อยุติไม่ได้ ทำให้ฝ่ายการเมืองเบนเข็มไปหาแผนสอง เตรียมยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราแทน เพราะรู้ดีว่าขืนสร้างดาวกันคนละดวงแบบนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีโอกาสได้เกิดแน่
ไหนๆ เมื่อไม่มีความหวังกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ซึ่งเท่ากับไม่ต้องไปจัดทำกฎหมายลูกหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ขึ้นใหม่ ก็ถือโอกาสสังคายนากฎหมายลูกฉบับที่เห็นว่ามีปัญหาไปด้วยเสียเลย
แน่นอนว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ย่อมอยู่ในข่ายที่สมควรได้รับการผ่าตัดใหญ่ในลำดับต้นๆ ซึ่งในการแก้ไขกฎหมายลูก รัฐธรรมนูญ มาตรา 131 ประกอบมาตรา 132 ให้คณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เป็นผู้เสนอ และให้พิจารณาร่วมกันในที่ประชุมรัฐสภา
ไม่ต้องไปทำประชามติ เพียงแค่ให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นหลังการแก้ไขเท่านั้น
หากเห็นว่า การได้มาซึ่ง สว.ปัจจุบันไม่เหมาะสม ก็ควรถือโอกาสรื้อที่มาในรัฐธรรมนูญเสียใหม่ พร้อมแก้ไขกฎหมายลูกให้สอดคล้องไปด้วย จะได้ไม่ต้องมานั่งไล่จับผิดเรื่องฮั้วไม่ฮั้วอย่างเดียว ดัดหลังพวกชอบฮั้วเสียเลย
แก้โชว์ให้เห็นๆ จะจะกันตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ สว.ชุดนี้ครบเทอมในปี 2572 ยกเว้นต่างคนต่างฮั้ว แต่สู้ไม่ได้ และไปซุ่มออกแบบดับเบิ้ลฮั้วมาล้างตานัดหน้า ก็ว่ากันตามสะดวกเถิด




