ชั่วโมงนี้ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ว่าการทำประชามติยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 จะเกิดขึ้นจริง แต่กระบวนการที่จะนำไปสู่การจัดทำพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น ก็เริ่มเดินหน้าไปแล้ว
โดยในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา แม้คิวงานจะแน่นเอี๊ยด ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง แต่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังไปจับเข่าคุย กกต.ตามนัดหมาย เรื่องประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ กับการเลิกไม่เลิกเอ็มโอยู 43-44
วงพูดคุยในวันนั้น ได้ข้อสรุปคร่าว ๆ ทั้งกรอบเวลาและงบประมาณที่จะใช้ ทุกอย่างพร้อม เหลือแต่ตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกับตัวเอ็มโอยูที่จะให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ยังไม่เรียบร้อย โดยเฉพาะเอ็มโอยูทั้งสองฉบับที่เป็นวุ้นอยู่
ล่าสุดเมื่อวานนี้(27 ต.ค.68) ที่ประชุมวุฒิสภา เห็นชอบให้ขยายกรอบเวลาการพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับ ออกไปเป็นกรณีพิเศษ 90 วัน เนื่องจากมีความละเอียดซับซ้อน มีผลกระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
สว.นพดล อินนา ประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาฯ ให้เหตุผลการขอขยายเวลาไว้ว่า เนื่องจากข้อมูลยังไม่ครบถ้วน การตัดสินใจทางใดย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงต้องดูให้รอบคอบ รอบด้าน ไม่มีอคติ ใช้อารมณ์ การจะคงอยู่ ปรับปรุง ยกเลิกต้องมีเหตุผลและแนวทางให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป
ขณะที่ในห้องประชุมวุฒิสภา คำนูณ สิทธิสมาน ที่ปรึกษา กมธ.วิสามัญชุดนี้ ได้ให้รายละเอียดไว้ตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสอบที่มาของเอ็มโอยู 43 พบว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ระเบียบสำนักนายกฯ มติคณะรัฐมนตรี และขัดกับบันทึกการประชุมเจบีซี ครั้งที่ 2 เอ เมื่อปี 2543
“การตรวจสอบเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคแรก กำหนดไว้ว่าครม.ต้องเห็นชอบ แต่ที่ผ่านมาพบมีเพียงเสนอให้รับทราบ ดังนั้น กลัวจะเป็นปัญหาขัดกับกฎหมาย หรือไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น จำเป็นต้องเสนอรายงานเบื้องต้นนี้ ไปยัง ครม.ให้พิจารณาว่าจะดำเนินการยืนยัน ทบทวน หรือโต้แย้งความเห็นของกมธ.ต่อไป”
คำนูณ เสนอแนะว่า หากครม.เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ ต้องหาคำตอบเบื้องต้น ครม.อาจตั้งคำถามไปยังกฤษฎีกาและนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปให้พิจารณาว่า มีความสมบูรณ์ ถูกต้อง บกพร่องหรือไม่ ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ครม.สามารถแก้ไข ปรับปรุง หรือตัดสินใจได้
ขณะที่เอ็มโอยู 44 จากการตรวจสอบคณะกรรมาธิการฯ ในประเด็นเดียวกัน คำนูณ พบว่าค่อนข้างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่เหมือนกับเอ็มโอยู 43 ที่สุ่มเสี่ยงขัดกับรัฐธรรมนูญ
เดชา นุตาลัย สว.อีกคนที่ลุกขึ้นแสดงความเห็น ไม่ติดใจว่าจะขยายเวลาศึกษาหรือไม่ แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ในเอ็มโอยู 43 มีถ้อยคำระบุตอนหนึ่งว่า "มีความสัมพันธ์อันดี อย่างเป็นมิตรไมตรีดีต่อกัน" แต่ขณะนี้ไม่ได้ดีต่อกันแล้ว ในทางกฎหมายเหมือนว่าควรตกไปได้แล้ว
นอกจากวุฒิสภา ที่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับแล้ว สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเช่นกัน โดยมี ไชยชนก ชิดชอบ เป็นประธาน และยังไม่ได้ข้อสรุปเหมือนกัน
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ได้ตอบคำถามนักข่าวเรื่องการทำประชามติยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับไว้ว่า "ขณะนี้รัฐสภากำลังศึกษาอยู่ทั้ง 2 สภา" ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน
"ในเมื่อกรรมาธิการทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา"
"รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อนแล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน"
นอกจากผลการศึกษาของทั้งสองสภาแล้ว นายกฯ อนุทิน จะให้รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไปรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด ก่อนสรุปเสนอที่ประชุมครม.ตัดสินใจทำประชามติต่อไป
เมื่อพิจารณาความข้างต้นแล้ว ทำให้น้ำหนักของฝ่ายที่เชื่อว่า จะไม่ได้เห็นการทำประชามติเรื่องเอ็มโอยูเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลของความมั่นคง และข้อจำกัดในทางกฎหมายอีกหลายอย่าง ยิ่งแจ่มชัดขึ้น
การขยายเวลาศึกษาของวุฒิสภาออกไปอีก 90 วัน จึงเป็นสัญญาณการทำประชามติเอ็มโอยู 43-44 คงปล่อยให้ยาวไปๆๆ ต่อให้ไทม์ไลน์การเลือกตั้งสะดุดสถานการณ์พิเศษ ก็ไม่น่าจะได้เห็นประชามติเอ็มโอยูเกิดขึ้น




