สืบชะตาการเมือง
ต่ออายุรัฐบาล "อนุทิน 2"
แม้รัฐบาล "อนุทิน 2" จะทำงานผ่านสามเดือนมาได้แค่สิบวัน แต่ความรู้สึกเหมือนอยู่มานานแรมปีหรือมากกว่านั้น เพราะปัญหานานัปการที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาล มันทำให้เกิดความรู้สึกว่ายาวนาน
ไม่ต่างจากคืนวันแห่งความสุข ที่มักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ค่ำคืนไหนที่ปวดร้าวเวลามักจะเดินไปแบบช้าๆ
สารพัดปัญหาที่พุ่งเข้าใส่รัฐนาวา อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ถูกฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาชน (ปชน) เป็นแกนนำ เก็บบันทึกเอาไว้ทั้งหมด ตั้งแต่การทุจริตเลือกตั้งผ่านไลน์หลุด "ช่วยสีน้ำเงินด้วย" มาถึงทุจริตสอบท้องถิ่น การยัดไส้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และปัญหา "พ่อทิพย์"
ปัญหาทั้งมวลถูกฝ่ายค้านสรุปล้วนวนเวียนอยู่รอบตัวคนชื่อ 'อนุทิน' ทั้งสิ้น!
สองสามวันก่อน จึงได้เห็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ ขู่ฟ่อ ฟ่อ "จองกฐิน" เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แถมมั่นอกมั่นใจจะล้มรัฐบาลได้ด้วย โดยดูจากองค์ประกอบของรัฐบาล ที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และมีความเปราะบางอยู่ในตัว
แต่ "เท้ง-ณัฐพงษ์" ไม่ได้บอกการซักฟอกรัฐบาลจะเกิดขึ้นตอนไหน ก่อนหรือหลังปรับครม.ที่ตามข่าวจะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ "ยืนยันจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการซักฟอกอย่างเต็มที่และเข้มข้นแน่นอน แต่จะเป็นช่วงจังหวะใด เมื่อใกล้เวลาจะบอกอีกครั้ง"
เหมือนกึ่งๆ จะเล่นซ่อนหา ไม่อยากทำให้ไก่ตื่นเสียก่อน "จังหวะบริบททางการเมืองมันเหมาะสม ผมก็พร้อมที่จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชนต่อไป"หัวหน้าเท้งว่าไว้อย่างนั้น
ล่าสุดยังสำทับซ้ำถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ว่า "มีผลสะเทือนทางการเมืองต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างแน่นอน" โดยเท้ง ยังคงให้เหตุผลเดิมๆ ตามที่สื่อสารไว้ มีเพิ่มเติมอย่างเดียวคือ ความมั่นใจ
ทีนี้การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ช้าเร็วอย่างไรต้องเกิดขึ้นก่อนปิดสมัยประชุมหน้า คือ วันที่ 22 ธันวาคมของปีนี้ ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาเดียวกับที่คาดการณ์จะมีการปรับครม.อนุทิน 2/1 พอดี
แต่ไม่ว่าการปรับครม.จะมีขึ้นก่อนหรือหลังการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากรัฐมนตรีคนดังกล่าว ยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ ไม่ว่าจะโยกสลับกระทรวงอย่างไร ก็ต้องถูกอภิปรายอยู่ดี เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 บัญญัติเอาไว้ในวรรคท้ายว่า
"รัฐมนตรีคนใดพ้นจากตำแหน่งเดิมแต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่นภายหลังจากวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง หรือพ้นจากตำแหน่งเดิมไม่เกินเก้าสิบวันก่อนวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง แต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่น ให้รัฐมนตรีคนนั้นยังคงต้องถูกอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจต่อไป"
รัฐธรรมนูญเขียนล๊อคไว้ ไม่ให้ปรับครม.หนีการซักฟอกเหมือนในอดีต และยังริบดาบในมือนายกฯ ไว้ชั่วคราว "ห้ามยุบสภา" เมื่อได้มีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว จนกว่าจะมีการลงมติหรือถอนญัตตินั้นออกไป
ในท่ามกลางมรสุมขาลงของรัฐบาลสีน้ำเงิน ที่ไม่ว่าขยับไปทางไหน ล้วนติดขัดไปเสียทั้งหมด แม้แต่แจกเงินคนจนยังต้องนำเข้าครม.ถึง 3 รอบ และแต่ละรอบมาพร้อมกับเสียงด่าทอ ทำลายคะแนนนิยมทางการเมือง ที่อุตส่าห์สั่งสมมาแทบไม่เหลือ
ขณะที่ 3 รัฐมนตรีคนนอก ที่เคยโดดเด่นในฐานะ "สามแม่ครัว" เสมือนนางกวักการเมืองให้กับพรรคสีน้ำเงินในช่วงเลือกตั้ง วันนี้ใกล้เป็นสิ่งชำรุดทางการเมืองเข้าไปทุกที มีความเป็น "ข้าวนอกนา" เด่นชัดมากขึ้นในสายตาของนักการเมืองบ้านใหญ่ ที่ต่างเก็บงำความรู้สึกไว้ในใจ ในวันที่ "คนนอก" ยังเป็นที่ต้องตาต้องใจ
ทว่าในวันที่คนเลิกเห่อ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ไม่มีคำว่า "ซูเปอร์จี" ต่อท้ายชื่อ เช่นเดียวกับ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่สะดุดเรื่องทบทวนบัตรคนจน ทำให้ภาพความเป็น "ยาสามัญประจำ ครม." มลายหายไปอีกเหมือนกัน
ไม่นับ ‘นายกฯ อนุทิน’ ที่มีความเป็นเอกอุด้านดนตรี ทั้งการร้องรำ ดีด สี ตี เป่า โดดเด่นกว่างานด้านการบริหารบ้านเมือง แถมไปนั่งควบเก้าอี้กระทรวงมหาดไทย ที่ถูกฝ่ายค้านค่อนแคะ ทำหน้าที่เหมือนเป็นงานฝาก
ไหนจะเรื่องรัฐมนตรีลูกเทพ ลูกบังเกิดเกล้าอีก ที่ผ่านไปสามเดือนยังไม่มีผลงานเข้าตา มีแต่ภาพความเป็นรัฐมนตรี "ลูกเจี๊ยบ" ที่วันๆ เอาแต่เดินตามหลังนายกรัฐมนตรี
ทั้งหมดที่ว่ามา จึงน่าจะสมควรแก่กาล ต้องขยับปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความรู้สึกใหม่ๆ ที่ไม่ใช่จำเจอยู่กับสามเดือนที่เหมือนสามปี ส่วนจะเปลี่ยนมาก เปลี่ยนน้อย ก็สุดแท้แต่เงื่อนไขจะอำนวย
อย่างน้อยคงเป็นการสืบชะตาการเมือง ต่ออายุให้รัฐบาลอนุทิน 2 ได้บ้างล่ะ




