หลังศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกลต่อในวันพุธที่ 12 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นนัดหมายสำคัญจะให้มีการออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคดีตามคำร้องขอของพรคคก้าวไกลหรือไม่
โดยในระหว่างนี้ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ในตอนท้ายเอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้แนบคำเตือนมาด้วยว่า
‘คู่กรณีไม่สมควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีที่เป็นการชี้นำสังคมอันอาจกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล’
แต่ปรากฎว่าไม่เป็นผล เมื่อพรรคก้าวไกล ยังเล่นบท ‘สองหน้า’ ด้านหนึ่ง ยื่นขอความเมตตาศาลให้เปิดบัลลังก์ไต่สวนต่อ โดยจะยื่นบัญชีพยานบุคคลให้ไต่สวนหลายปาก อีกด้าน ยังเดินหน้าแถลงรายละเอียดคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อสาธารณะนอกศาล โดยไม่นำพาต่อ ‘คำเตือน’ ของศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อวาน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล มาตามนัดหมาย ได้เปิดแถลงข้อต่อสู้คดียุบพรรคก้าวไกลต่อสาธารณะ แยกเป็น 3 หมวด 9 ข้อต่อสู้ ประกอบด้วย หมวดหนึ่ง เขตอำนาจและกระบวนการ หมวดสอง ข้อเท็จจริง และหมวด 3 สัดส่วนโทษ
ส่วน 9 ข้อต่อสู้ ประกอบด้วย
1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีเขตอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้
2\. กระบวนการยื่นคำร้องของกกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
3.คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 31 มกราคม 2567 ไม่ผูกพันการวินิจฉัยคดีนี้
4.การกระทำที่ถูกกล่าวหา ไม่ล้มล้าง ไม่อาจเป็นปฏิปักษ์
5.การกระทำตามคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ไม่ได้เป็นมติพรรค
6.โทษยุบพรรคต้องเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อจำเป็น ฉุกเฉิน ฉับพลัน และไม่มีวิธีแก้ไขอื่น
7.ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค
8.จำนวนปีในการตัดสิทธิทางการเมือง ต้องได้สัดส่วนกับความผิด
9.การพิจารณาโทษต้องสอดคล้องกับชุดกรรมการบริหารพรรคในช่วงที่ถูกกล่าวหา
พิธา ยังเปิดให้ซักถามโดยมั่นใจในข้อต่อสู้ทุกข้อ เพราะเชื่อว่าทั้งเจตนา และการกระทำของ สส.ในการเข้าชื่อแก้กฎหมาย ไม่ได้เป็นการ ‘ล้มล้าง’ และไม่อาจเป็น‘ปฏิปักษ์’ รวมถึงการกระทำต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเป็นนายประกัน ก็สันนิฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน การที่มีผู้ต้องหามาตรา 112 เป็นสมาชิกพรรค เป็น สส.ก็ยังไม่สิ้นสุดคดี
รวมถึงการแสดงออกเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ก็กระทำทั่วไปโดยนักการเมืองในตอนนั้น โดยสภาพบังคับที่มีเรื่องเกี่ยวข้องอยู่แล้ว และสุดท้ายกากระทำทุกอย่างเป็นเรื่องของรายบุคคลที่ขยุมรวมกันเป็นข้อกล่าวหา ไม่ได้มาจากมติพรรค ไม่ได้เป็นเรื่องของนิติบุคคล แต่เป็นเรื่องของปัจเจก ไม่ได้มีความเห็นที่ออกมาจากกรรมการบริหารว่าทั้งหมดเป็นการกระทำของพรรค
ต้องแยกระหว่างบุคคลธรรมดา กับนิติบุคคลนั้นต่างกัน ซึ่งที่มีเป็นมติของพรรคออกมาคือ การบรรจุเป็นนโยบายหาเสียง แต่ก็ไม่อาจเป็นปฏิปักษ์ได้ เพราะกกต.เองก็อนุญาต ซึ่งหลักเดียวกับตอนที่ยุบพรรคไทยรักษาชาติเองก็ไม่ได้มีจดหมายเตือน ไม่มีคำถามมาว่านโยบายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร อย่างที่พรรคอื่นโดน
‘ยืนยันตรงนี้ว่าไม่ได้มีเจตนา และไม่มีข้อกฎหมายที่เอาผิดทั้ง 44 คน ที่เข้าชื่อในการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และไม่ได้เข้าสภา และถึงแม้จะได้เข้าสภา ระบบนิติบัญญัติก็มีการเช็คแอนด์บาลานซ์เบรคในตัวเองอยู่ จะเบรคโดย กกต.ก็ได้ จะเบรคโดยสภาในการโหวตวาระ 1,2,3 หรือขั้น สว.และยังมีเวลาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในตอนสุดท้าย เพราะฉะนั้น ไม่มีความเร่งด่วนสำคัญอะไรที่ต้องใช้มาตราการรุนแรงอย่างนี้’
ด้านประธาน กกต. ‘อิทธิพร บุญประคอง’ ออกมายืนยันการดำเนินการของ กกต.เป็นไปตามระเบียบการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่การดำเนินการตามระเบียบสืบสวนไต่สวน ตามที่กฎหมายบัญญัติว่า ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อว่า’
ประธานฯ อิทธิพร ขยายความหลักฐานอันควรเชื่อว่า ก็คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งไป ถ้าไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กกต.อาจจะต้องดำเนินกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานมากกว่านี้
นี่คือข้อเท็จจริงที่ได้แจ้งให้สาธารณชนทราบไปแล้ว
กล่าวสำหรับ กกต.น่าจะเป็นการชี้แจงหลังจากที่พรรคก้าวไกล ออกมาแถลงและ ‘พาดพิง’ ถึง คงไม่เป็นการฝ่าฝืนคำเตือนของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้คู่กรณีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีในระหว่างนี้ ส่วนกรณีของพรรคก้าวไกล จะถือเป็นการชี้นำสังคมอันเป็นการฝ่าฝืนคำเตือนหรือไม่
คงต้องรอฟังจากศาลรัฐธรรมนูญในวันพุธนี้
แต่การออกมาแถลงของพรรคก้าวไกลในจังหวะเวลานี้ หากพิจารณาจากเหตุผลที่ต้องการขอความเมตตาจากศาลให้เปิดการไต่สวนเพิ่มเติมจริง ๆ แล้ว น่าจะทำตัวให้เรียบร้อย ‘ไม่สร้างเงื่อนไข’ ใดที่จะทำให้ศาลท่านไม่เมตตาในระหว่างที่รอ เพราะหากพ้นวันพุธที่ 12 มิถุนายนไปแล้ว ยังมีเวลาเปิดแถลงแบบยาว ๆ ได้อีก ถ้าศาลท่านไม่เปิดให้มีการไต่สวน
เมื่อชิงจังหวะออกมาเสียก่อน ย่อมมีเป้าหมายอื่นที่ไม่ใช่ขอเปิดการไต่สวน โดยเฉพาะเนื้อหาทั้ง 9 ข้อที่ยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ ดูเหมือนจะให้น้ำหนักค่อนไปทาง ‘การลดทอนความน่าเชื่อถือ’ ศาลรัฐธรรมนูญมากกว่าต้องการเอาชนะคดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขตอำนาจศาล การยื่นร้องโดยไม่ชอบของ กกต. และสัดส่วนการลงโทษ
พูดง่าย ๆ คือ เมื่อไม่ผิดตั้งแต่ข้อแรกแล้ว ทำไมต้องมีการลงโทษมากหรือน้อยอีก
เหตุผลทั้งหมดที่ก้าวไกลยกมา จึงน่าจะเป็นการปั่นกระแสแบบสะสมแต้ม สำหรับนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะมีขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่การรื้ออำนาจองค์กรอิสระมากกว่า




