จาก “ผู้นำสายบันเทิง” ถึง ตัดพี่-ตัดน้องในสภา ได้เวลาฟื้นเชื่อมั่น-หยุดภาวะเสื่อมถอย

7 ก.ย. 2569 - 12:12

  • รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญถึงเวลาในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและหยุดยั้งภาวะเสื่อมถอยทางการเมือง

  • หลังสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 กำลังก้าวย่างเข้าสู่เดือนที่ 8 ขณะที่ ครม.อนุทิน 2 ก็จะเข้าสู่เดือนที่ 6

  • แต่ทั้งสภาและ ครม.ต่างประสบกับชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน คือ ภาวะความเชื่อมั่นที่ถดถอย

จาก “ผู้นำสายบันเทิง” ถึง ตัดพี่-ตัดน้องในสภา ได้เวลาฟื้นเชื่อมั่น-หยุดภาวะเสื่อมถอย

จากผู้นำสายบันเทิง

ถึงตัดพี่-ตัดน้องในสภา

ได้เวลาฟื้นเชื่อมั่น-หยุดภาวะเสื่อมถอย

ผ่านมาถึงวันนี้ ทั้งรัฐบาล "อนุทิน 2" และสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 มีอายุอานามไล่เลี่ย ถี่ห่างต่างกันไม่เกินสองเดือน เพราะสภาผู้แทนราษฎร มาจากการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ส่วนรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มเข้าทำงานเต็มตัวในวันเสาร์ที่ 11 เมษายน ปีเดียวกัน หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ "ให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน"

วันนี้สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 กำลังก้าวย่างเข้าสู่เดือนที่ 8 ขณะที่ ครม.อนุทิน 2 ก็จะเข้าสู่เดือนที่ 6 เช่นกัน แต่ทั้งสภาและ ครม.ต่างประสบกับชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน คือ ภาวะความเชื่อมั่นที่ถดถอย

โดย ครม.อนุทิน 2 ซึ่งมีที่มาจากโควตาทางการเมืองเป็นหลัก มีทั้ง "ลูกเทพ-ลูกบังเกิดเกล้า" ตัวแทนบ้านใหญ่ พ่อเป็นไม่ได้ก็ให้ลูกเข้ามารับตำแหน่งแทน อันสืบทอดเป็นวัฏจักรการเมืองแบบไทยๆ มาช้านาน

แต่ความแตกต่างคือ รัฐบาลชุดนี้ปั่นผลงานไม่ออก แถมมีปัญหาใหญ่น้อยมากมาย ที่ถูกดองเปรี้ยว ดองเค็ม เป็นดินพอกหางหมู จากเรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องที่ใหญ่อยู่แล้วก็ขยายใหญ่เพิ่มขึ้นอีก

ในขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความสามารถด้านการแจกงาน กระจายงาน มอบหมายงานให้รัฐมนตรีคนอื่นๆ รับไปทำ จนถูกมองเป็นการบริหารแบบ "ลอยตัว" มากจนเกินไป มีความโดดเด่นอยู่เรื่องเดียว คือ ด้านดนตรี

ทั้งร้องรำ ดีด สี ตี เป่า ล้วนถนัดทำได้หมด จนถูกค่อนแคะเป็น "ผู้นำสายบันเทิง"?

ล่าสุดเตรียมปรับทัพด้านการสื่อสารใหม่ ทั้งเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล เปิดพื้นที่ให้มีรายการพิเศษ "คุยกับ ครม.อนุทิน" ทุกวันเสาร์ เพื่อเติมเกมรุกด้านการสื่อสาร แก้ลำการเมืองนอกสภา ที่ออกมาก่อหวอดทวงคืนประเทศไทย

สำหรับรัฐบาล หลังปรับกระบวนท่า ขันน็อตกันใหม่แล้ว จะนำพารัฐนาวาฝ่ากระแสการเมืองร้อนในห้วง "กันยา-ตุลาอาถรรพน์" ไปได้หรือไม่ คงยังไม่มีอะไรสาหัสสากรรจ์ แม้จะมีการก่อตัวของคลื่นใต้น้ำอยู่บ้าง แต่ก็แค่เริ่มต้นเท่านั้น

วันนี้วีซ่าการเมืองของพรรคสีน้ำเงินยังไม่หมดอายุ!

ทีนี้ตัดภาพไปดูบรรยากาศวุ่นๆ ที่สภากันบ้าง โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงการประกาศ "ตัดพี่-ตัดน้อง" ระหว่างผู้ทำหน้าที่ประธานบนบัลลังก์กับสมาชิกเท่านั้น แต่สังคมเริ่มสัมผัสได้ถึงความขลัง "ความเป็นกลาง" ที่ขาดหายไปในสภาชุดนี้

หนึ่ง เสียงเรียก "ชื่อเล่น" ของสมาชิกจากบนบัลลังก์ประธาน ทำให้มีความรู้สึกว่าสถานที่อันทรงเกียรติ ถูกลดชั้นกลายเป็นสโมสรอะไรสักแห่งหนึ่ง คำว่า ผู้ทรงเกียรติ สภาอันทรงเกียรติ ที่เคยใช้มลายหายไป

ไม่นับเรื่องการใช้อำนาจประธานบนบัลลังก์ ที่ขาดความยืดหยุ่น ไร้ศิลปะ จนเป็นที่มาของเสียงสบถผ่านไมโครโฟนให้ได้ยินกันไปทั่วว่า "ทุเรศ" หรือปล่อยให้มีการแทรกคิวระเบียบวาระ เพื่อไม่ให้นำบางเรื่องขึ้นมาพิจารณา

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสภาชุดนี้ ที่เพิ่งผ่านเข้าสู่สมัยประชุมที่ 2 ปีที่ 1 จึงทำให้หลายคนเป็นห่วงว่า หากไม่ปรับจูนท่าทีเข้าหากัน เวลาที่เหลืออยู่ หนทางยังอีกยาวไกล และมีวาระสำคัญๆ อีกมาก จะก้าวเดินต่อไปอย่างไรกัน

ที่สำคัญหากมองย้อนกลับไปยังสภาชุดที่ 25 ชุดที่ 26 หลังรัฐประหาร คสช.ที่มีการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งในปี 2562 และปี 2566 ซึ่งมี ชวน หลีกภัย วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร บทบาทการทำหน้าที่ประธานของทั้งสองท่าน มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับสภาชุดนี้

แท้ที่จริงรัฐธรรมนูญได้วางหลักความเป็นกลางของผู้ทำหน้าที่ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ไว้ในมาตรา 116 วรรคสอง ว่า "ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นกรรมการบริหารหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองขณะเดียวกันมิได้"

รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างนั้น ก็เพื่อดึงผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกจากความยุ่งเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่ ให้เป็น "ประธานที่เคารพ" ของทุกฝ่าย ไม่ใช่ประธานของเสียงข้างมาก

นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 117 ยังบัญญัติให้ "ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งจนสิ้นอายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร"

เท่ากับตอกย้ำถึงความเป็นประธานของ สส.ทั้งสภา ที่ให้อยู่ทำหน้าที่ไปจนสภาสิ้นสุดลง แม้จะปรับเปลี่ยนรัฐบาลอย่างไร จากเสียงข้างมากไปเป็นเสียงข้างน้อยหรือจากเสียงข้างน้อยขยับมาเป็นเสียงข้างมากแทน แต่ตำแหน่งประธานและรองประธานฯ ก็ยังเป็นคนเดิม

แต่การทำหน้าที่ของประธานและรองประธานฯ สภาชุดนี้ กลับสร้างวิถีการเมืองแบบใหม่ขึ้น โดยเลือกเป็นประธานของเสียงข้างมาก แทนการเป็นประธานของทุกฝ่ายดังที่ถือปฏิบัติกันมา

หลังขันน็อตการทำงานในรัฐบาล ลบภาพความเป็นผู้นำสายบันเทิงลงแล้ว หันมาปรับท่าทีการทำงานของสภาที่หละหลวม ไม่ให้ตึงหรือหย่อนจนเกินไป เลือกใช้มัชฌิมาปฏิปทา เดินทางสายกลาง น่าจะยังพอมีเวลากอบกู้ภาวะความเชื่อมั่นที่ถดถอยให้กลับคืนมาได้บ้าง!?

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์