กกต.เสียงข้างมาก
เลือกข้างผิดผิดชีวิตเปลี่ยน!!
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คดีฮั้ว สว.ยังเป็นข่าวใหญ่ระดับ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ บนหน้าสื่อ ไม่มีข่าวไหนที่ใหญ่กว่ามาเบียดแทรก แม้รัฐบาลจะแก้เกมด้วยการขึงขังกับปัญหาคนต่างด้าว ถึงขั้นออกปากไล่กลับไปตายประเทศตัวเอง
รวมทั้ง ส่งสัญญาณให้แต่ละกระทรวงออกมา เทกระจาด สารพัดนโยบายประชานิยม ทั้งค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสายไม่เกิน 45 บาท ฉายหนังเก่ากางแผนโซลาร์รูฟท็อป ให้ใช้ไฟฟ้าราคาถูก กับเคาะแจกเงินไทยช่วยไทยต่ออีกสองเดือน
แต่ทุกเรื่องสังคมรับรู้กันไปแล้ว บางเรื่องอย่างแจกเงินที่เป็นการเมือง ถ้าไม่แจกต่อจะเป็นผลเสียต่อรัฐบาลด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ความสนใจสังคมทั้งวงเล็ก วงใหญ่ ยังวนอยู่กับมติเสียงข้างมาก กกต.ที่ปล่อยผีคนการเมืองในพรรคภูมิใจไทย และ สว.สายสีน้ำเงินเข้มอีกกว่าหนึ่งร้อยคน ไม่มีชื่อส่งฟ้องศาลฎีกา เพราะมีหลักฐานไม่พอเข้าข่าย “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า”
ต่างจากคนในสังคมที่เชื่อโดยสนิทว่า มีการฮั้ว สว.ล้านเปอร์เซนต์ หลังได้เห็นข้อมูลต่างๆ ที่นำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมทั้ง การออกมาชี้แจงของ กกต.เสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นหนังคนละม้วนกับเสียงข้างมาก
อีกทั้ง ที่มาของ กกต.ชุดปัจจุบัน อันเป็นเสมือนปลาสองน้ำ ที่สี่คนมาจากการลงมติรับรองของ สว.สีน้ำเงิน จึงทำให้มติเสียงข้างมากที่ออกมาค้านสายตาคนดู เพราะมีเหตุอันควรเชื่อจากความสัมพันธ์ดังกล่าว จึงทำให้มติออกมาแบบนั้น
ส่วนรายละเอียดการลงมติข้อกล่าวหาที่ 3-7 ที่ถูกกางออกมาในช่วงวันหยุด ก็ไม่มีอะไรใหม่ไปเปลี่ยนความเข้าใจของสังคมได้ เพราะตัวเลขที่ส่งฟ้องศาลยังนิ่งอยู่ที่ 77 ราย
ทีนี้จากเหตุผลของ กกต.เสียงข้างมาก ที่เน้นนำหลักคดีอาญามาใช้พิสูจน์ทราบพยานหลักฐานต่างๆ มากกว่าการยึดตามแนวทางคดีเลือกตั้ง จึงทำให้ขาดประจักษ์พยานที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึง “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า”
หรือแม้แต่การ “ตัดตอน” ไม่สืบสาวเส้นทางการเงินไปมากกว่าที่มีอยู่ รวมทั้ง ไม่ให้น้ำหนักกับพยานบางรายที่เห็นว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ แถมต่อมายังกลับคำให้การอีก และการกันบุคคลที่เป็น สว.ปัจจุบันไว้เป็นพยาน ซึ่งไม่น่าจะทำได้
ทั้งหมดกำลังถูกสังคมหยิบยกขึ้นมารุกไล่ ดำเนินการกับ กกต.เสียงข้างมากทั้งห้าคนในหลากหลายมิติ ทั้งการร้องเอาผิดต่อทุกศาลฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตาม มาตรา 157 และการยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อตรวจสอบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ที่สำคัญต้องเจอกับด่านแรกก่อน คือ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หลังมี สว.สำรอง ไปยื่นร้องคัดค้านมติ กกต.วันที่ 14 กันยายน 2569 และขอให้ทบทวนการพิจารณาใหม่ ซึ่งถูกนำไปเทียบเคียงกับคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ กรณี “ป่วยทิพย์” ที่สุดท้ายถูกศาลสั่งไต่สวนเพิ่มเติม จนต้องนำตัวทักษิณ ชินวัตร กลับไปรับโทษในเรือนจำใหม่
แต่สำหรับกรณีนี้ เหล่ากูรูทางกฎหมายต่างเฝ้าจับตามองว่า ศาลจะวางกรอบการพิจารณาไว้แค่ไหน อย่างไร หลังได้วางแนวทางพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้ใหม่ ด้วยการรับฟ้องกรณีคุณสมบัติผู้สมัคร สว.ผิดกลุ่ม แม้ได้ผ่านการรับรองจาก กกต.ไปแล้ว
ดังนั้น เรื่องการเลือกส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย จาก 229 ราย ตามมติเสียงข้างมากของ กกต.ในครั้งนี้ ศาลจะรับพิจารณาเฉพาะที่ส่งมา หรือจะเรียกพิจารณาเพิ่มเติมในส่วนที่เหลือด้วย หรือว่าจะต้องไปนับหนึ่งใหม่กันอย่างไร
นับเป็นวิบากกรรม ไม่เฉพาะ กกต.เสียงข้างมากเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักการเมืองใหญ่และผู้เกี่ยวข้องในสำนวนที่เหลืออีกกว่าร้อยคน ที่ต้องลุ้นระทึกไปด้วย โดยเฉพาะกับสัญญาณการกลับมาอีกครั้งของคำว่า ตุลาการภิวัตน์
นี่แหล่ะที่ว่า กกต.เสียงข้างมาก เลือกข้างผิดทำให้ชีวิตเปลี่ยน!!




