กกต.เตี้ยอุ้มค่อม
ฟอกขาวพรรคสีน้ำเงิน
เขย่าศรัทธารัฐบาลต้นทุนต่ำ
ผ่านไปหนึ่งวันเต็ม หลังมติ กกต.ปล่อยผี ไม่เอาผิดคนการเมืองในพรรคภูมิใจไทย กรณีฮั้ว สว.จนเกิดเป็นกระแสความไม่พอใจลุกลามแพร่ระบาดไปทั่วในสังคม ทำให้ถนนทุกสายมุ่งสู่การคิดอ่านหาช่องทางเอาผิด กกต.เสียงข้างมาก
‘วัส ติงสมิตร’ นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ให้ความเห็นไว้ตอนหนึ่ง โดยมองมติ กกต.เป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายผิดประเภทอย่างร้ายแรง การนำหมวด 6 (โทษทางอาญา) มาบดบังหมวด 4 (การควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต) ไม่เพียงแต่ทำลายระบบการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว.
แต่ยังอาจเป็นเหตุแห่งความรับผิดทางอาญาที่ กกต.เสียงข้างมากต้องเผชิญในอนาคต หากมีการพิสูจน์ได้ว่าการตัดตอนและเกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวทำไปเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้พ้นจากการถูกตรวจสอบ
‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาแผนกคดีทุจริต พร้อมสนับสนุนผู้เสียหายให้ดำเนินการทางกฎหมายกับ กกต.
“เราทราบว่ามีผู้เสียหายที่ต้องการจะดำเนินการทางกฎหมายกับกกต.ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 69 ของกฎหมาย กกต.ประมวลวิอาญาม.157 กฎหมาย ป.ป.ช. ม.172 ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายได้ติดต่อกับพรรคมาแล้ว เพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องกฎหมาย โดยได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฎหมายของพรรคช่วยดำเนินการอย่างเต็มที่”
นอกจากนั้น “อภิสิทธิ์” ย้ำว่ายังมีช่องทางอื่นที่จะดำเนินการโดยผู้เสียหายทั้ง สว.สำรอง และผู้สมัครในระดับต่างๆ เช่น การยื่นต่อศาลฎีกา และยื่นคำร้องตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ การใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง ทำให้กระบวนการและระบบของรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์ รวมถึงช่องทางอื่นๆ ที่อาจจะมีการดำเนินการได้
‘วิทยา แก้วภราดัย’ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่า กกต.อาจถูกผู้เสียหายร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ซึ่งหากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วชี้มูลความผิด อาจนำไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
โดยเมื่อศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น รวมถึงอาจมีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาตรวจสอบผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
‘สมชัย ศรีสุทธิยากร’ นักวิชาการอิสระ อดีตกรรมการ กกต. ในฐานะผู้ดูแลเงินกองทุนสู้ กกต.ที่มีเงินบริจาคอยู่ราว 2.2 ล้านบาท ประกาศขอฉันทามติฟ้องเอาผิด กกต.เสียงข้างมากภายใน 26 วัน ตามจำนวน สว.ที่ส่งฟ้องต่อศาล
“วันนี้ กกต. มีมติเรื่องคดีฮั้ว สว.ขัดกับหลักฐานข้อเท็จจริงที่คนในสังคมรับรู้ และยังไม่เปิดเผยเสียงและรายชื่อ กกต.ที่ลงมติ ดังนั้น ผมจึงขอเสียงฉันทามติจากประชาชนว่า สมควรใช้เงินกองทุน เพื่อจ้างทีมทนายที่ดีที่สุดในประเทศ (ใครก็ได้ ที่เสนอตัวเข้ามาและให้ประชาชนช่วยกันพิจารณาคัดเลือก) พลิกกฎหมายทุกฉบับ เพื่อทำคำฟ้อง กกต. ทุกคน ทุกชุด ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.ต่อทุกศาลและทุกช่องทาง”
เอาเป็นว่า ถ้าต้องเดินตามเส้นทางนี้ กกต.เสียงข้างมากคงต้องเจอกับวิบากกรรมอีกนาน!
นาทีนี้อารมณ์ความไม่พอใจ ความคับข้องใจต่อมติ กกต.ของสังคม กำลังถูกแปรเปลี่ยนเป็นการหาช่องเอาผิดทางกฎหมาย ฐานไม่ยึดหลักสุจริตช่วยฟอกขาวให้กับนักการเมืองค่ายสีน้ำเงิน
การละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 จึงถูกสังคมนำมารุกฆาตฟัน กกต.เสียงข้างมาก
ในบรรดาองค์กรอิสระทั้งหลาย ที่ต่างอยู่ในภาวะวิกฤติศรัทธา มากน้อยแตกต่างกันไป แต่สำหรับ กกต.น่าจะอยู่ในจุดที่ต่ำสุดกว่าใคร เพราะถูกตั้งคำถามมาตลอด แถมยังมีมติล่าสุดฉุดให้ต่ำเตี้ยลงไปอีก
ขณะที่รัฐบาลสีน้ำเงิน วันนี้เริ่มอยู่ในภาวะขาลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะภาพการหลบหลีกหนีผู้ชุมนุมออกจากไบเทคบางนาในวันก่อนของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตลอดหนึ่งปีของการเป็นนายกฯ
“เสี่ยหนู-อนุทิน” ได้ชื่อเป็นนายกฯ ติดดิน สัมผัสได้ ไม่หนีประชาชน
แต่นับจากนี้ไป วัตรปฏิบัติที่คุ้นชินแบบแวะ ชิม ช้อป คงต้องจัดระเบียบกันใหม่ ไม่ว่าจะร้องรำ ดีด สี ตี เป่า ต้องดูว่าที่ตรงไหนเป็นสถานที่ “โคจร-อโคจร” ด้วย เพราะอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมที่มีให้เหลือไม่เท่าเดิม
ไม่นับพวกนางแบก-นายแบก ที่มีเหตุผลเฉพาะตัวก็คงแบกหามกันต่อไป
ปฏิบัติการฟอกขาวพรรคสีน้ำเงินหนนี้ จึงก่อผลสะเทือนมหาศาล ทำให้ทั้ง กกต.รัฐบาลสีน้ำเงิน และวุฒิสภาความชอบธรรมต่ำ ต่างตกอยู่ในจุดที่เรียกว่า “เตี้ยอุ้มค่อม” เขย่าศรัทธาทำให้เป็นรัฐบาลต้นทุนต่ำไปด้วย!!?




