ชี้ทางสวรรค์ “รัฐบาลอนุทิน"
ในท่ามกลางสารพัดปัญหาที่ถาโถม รุมเร้า เข้าใส่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างหนักในชั่วโมงนี้ คงไม่มีใครมองภาวะการเมืองแบบนี้เป็นเรื่องปกติแน่ มีเพียง ‘นายกฯ อนุทิน’ คนเดียว ที่ปากแข็ง มองเป็นปรากฏการณ์อ่อนประชาสัมพันธ์ จึงกำชับในที่ประชุม ครม.ให้แต่ละกระทรวงไปสื่อสารการทำงานและผลงานในสิ่งที่ทำให้ประชาชนรับทราบกันเยอะๆ
“วันนี้พูดคุยกัน ขอให้ทุกท่านได้ร่วมกันสื่อสารการทำงานกระทรวงของตัวเองให้ประชาชนรับทราบมากที่สุด และให้กรมประชาสัมพันธ์ ทีมโฆษกรัฐบาล ได้เน้นและร่วมประสานกับโฆษกของแต่ละกระทรวง ให้เผยแพร่ผลงานออกไปให้มาก”
‘นายกฯ อนุทิน’ ปฏิเสธเรื่องการปรับ ครม.ว่า “ยังครับ” และเชื่อว่าจุดอ่อนเรื่องการสื่อสารของรัฐบาล ยังเป็นจุดที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งการมองปัญหาดังกล่าว อาจแตกต่างจากคนที่เฝ้าติดตามความเป็นไปของบ้านเมือง ที่บางคนตั้งคำถามกลับจุดอ่อนเรื่องการสื่อสารว่า
ตกลงที่รัฐมนตรีไม่เป็นข่าว เพราะไม่มีผลงานหรือขาดการตีปี๊บกันแน่
โดยเฉพาะบรรดารัฐมนตรี “ลูกเทพ-ลูกบังเกิดเกล้า” ตลอดสองเดือนเศษที่ผ่านมา ยังก้าวไม่ข้ามคำว่า “รัฐมนตรีโลกลืม” ขณะที่บางคนลดตัวเสมอเป็นเพียงรัฐมนตรีประจำจังหวัด ส่วนที่ปรากฎเป็นข่าวบนหน้าสื่อบ้างก็เป็นเรื่องลบๆ หรือเรื่องในด้านมืดเสียมากกว่า
การที่ ‘นายกฯ อนุทิน’ เรียกรัฐมนตรีทั้งจากพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย ไปรับประทาน “โจ๊ก” บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนการประชุมครม.วันอังคารที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา ถึงแม้จะไม่ได้รับประทานอาหารที่ว่ากันจริง แค่เป็นเมนูที่หยิบมาตอบคำถามนักข่าวแบบไวๆ ก็ตาม
แต่บังเอิญไปตรงกับชีวิตจริงใน ครม.ตอนนี้เข้าพอดี ที่เกือบจะเละเป็นโจ๊กเข้าไปทุกวัน
จากปมปัญหาเล็กๆ เรื่องการจัดระเบียบเกาะภูเก็ต จนมาถึงเรื่องใหญ่ทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งข่าว ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล คนนามสกุลเดียวกับ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ตัวแทนบ้านใหญ่สตูล ที่กำลังสางปัญหาการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอยู่
ช่างบังเอิญอย่างร้ายกาจหรือเป็นตลกร้ายทางการเมือง ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลในห้วงเวลานี้ ทำให้เรื่องร้ายๆ ที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาล ไปเพิ่มฟางอีกเส้นที่หย่อนลงในทะเลใจของคนที่มีความรู้สึกด้านลบต่อรัฐนาวาลำนี้
ในขณะที่ มท.4 “โกแพ-วรศิษฎ์” ก็คงเกิดอาการเก้ๆ กังๆ พอๆ กับที่ สส.ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เลิกตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ไปดื้อๆ หันมายุ่งขิงกับการชี้แจงเรื่อง Forex ของตัวเองแทนทำนองนั้น
นั่นเท่ากับว่า ปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลเวลานี้ มีส่วนผสมของความขัดแย้งในพรรคสีน้ำเงินรวมเข้าไปด้วยชนิดที่แยกไม่ออก ทั้งในระดับราชการและคนการเมือง ที่แบ่งสาย แบ่งกลุ่ม แข่งขันกันสร้างอาณาจักรของตัวเอง
ไม่นับเรื่องล่าสุดที่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จี้ให้ยุบหน่วยงาน กอ.รมน.กลางที่ประชุมกมธ.งบประมาณปี 70 จนนายกฯ อนุทิน ตั้งลำไม่ทัน อย่างนี้ไม่เรียกใกล้เละเป็นโจ๊กแล้วจะเรียกอะไร
ทีนี้ทางออกของรัฐบาล คงต้องทำอย่างที่ ผศ.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.นิด้าโพล ว่าไว้นั่นแหล่ะ คือ เปรียบเรตติ้งนายกฯ อนุทิน และพรรคภูมิใจไทยที่ลดวูบ เหมือนขับรถขึ้นภูเขาอยู่ดีๆ กลับยูเทิร์นรถกลับลงเขาเสียดื้อๆ เพราะฉนั้น ต้องรีบหาทางยูเทิร์นรถกลับรถขึ้นภูเขาใหม่ให้เร็วที่สุด
ในทางรัฐศาสตร์ มีศัพท์แสงที่พูดถึงกันอยู่คำหนึ่งว่า “ศรัทธา คือสะพานทอดข้ามสู่ดวงดาว”
ดังนั้น รัฐบาลพรรคสีน้ำเงิน ต้องเรียกศรัทธา ความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา ซึ่งสิ่งที่จะทำได้เร็วที่สุดเวลานี้ คือ จัดการปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างจริงจัง ไม่เงื้อง่าราคาแพง ลูบหน้าปะจมูก หรือซื้อเวลาอย่างที่ทำอยู่
ต้องฟันฉับๆๆๆ ให้เห็นว่าเอาจริง ไม่ใช่เอาแต่ขึงขัง ขู่ฟ่อ ฟ่อ ขีดเส้นตายแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนปัญหากัญชา ยาเสพติด ที่ตกเป็นข่าวครึกโครม ถูกประจานไปทั่วโลกเวลานี้ ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับการเป็นประเทศศูนย์กลางการส่งอออกไปยังประเทศต่างๆ ก็ตาม แต่รัฐบาลต้องเร่งหาวิธีป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นต้นทางส่งยาเสพติดเหล่านั้นอีกให้เร็วที่สุด
สุดท้าย ในระหว่างปิดสมัยประชุมสภาช่วงสั้นๆ หนึ่งเดือนเศษ หากเห็นว่าไปต่อไม่ไหวจริงๆ การปรับครม.ต่ออายุรัฐบาล ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะเยียวยาฟื้นฟูความรู้สึกดีๆ ที่หายไปกลับคืนมาได้บ้าง
สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นวิธีประคับประคองรัฐบาลให้ก้าวเดินต่อไปได้ หรือเป็นจุดยูเทิร์นขับรถขึ้นภูเขาใหม่
แต่หากยังขืนโทษมีขบวนการจ้องล้มรัฐบาล ไม่ได้หันมาเพ่งโทษตัวเอง อาจทำให้รัฐบาลอายุสั้น ไปเร็วกว่าที่คิดกันไว้




