แก้ปัญหาสภาร้าง
ระวังกลบทุจริต-เอื้อผู้รับเหมา
ผ่านไปหนึ่งเดือนเศษแล้ว ที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ “สัปปายะสภาสถาน” สิ้นสุดระยะเวลาประกันการก่อสร้างลงในวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จนป่านนี้ยังหาความเป็นสัปปายะไม่ได้
ล่าสุดประธานฯโสภณ ซารัมย์ นำประธานฯ มงคล สุระสัจจะ พร้อมคณะทำงาน พาผู้สื่อข่าวเดินสำรวจห้องหับต่างๆ ทั้งข้างนอกข้างใน ซึ่งมีหลายห้องถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ รวมถึง ศาลาอ่างแก้ว ที่ไม่เคยเปิดใช้งานจนมีสภาพทรุดโทรม
“เรากำลังทำสภานี้ให้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ฉะนั้น ก็ต้องทำให้สมกับฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เวลาเราไปต่างประเทศ เรามักจะมอง 2 จุดสำคัญคือ ทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งสภาของเราตั้งอยู่บนทำเลที่สวยงามติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีระบบขนส่งทั้งรถไฟฟ้าและท่าเรือรองรับ จึงควรได้รับการพัฒนาให้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญ”
ประธานฯ โสภณ ฉายภาพอาคารรัฐสภาในฝันให้ผู้สื่อข่าวฟัง หลังพาเดินสำรวจจนเมื่อย และยังมีโครงการอื่นๆ อีกมากที่จะเนรมิตขึ้น ตั้งแต่ “เนอสเซอรี่” รองรับบุตรหลานข้าราชการ ไปจนถึง “ถนนคนเดิน”
แต่ทั้งหมดที่คิดไว้ “ยังไม่มีงบประมาณ” ดำเนินการ หลังหมดระยะเวลาประกัน
เรื่องความคิดบรรเจิดของประธานฯ โสภณ ต้องแยกแยะให้ดีระหว่างการจะปรับปรุงใหม่ กับการซ่อมแซมในส่วนที่ชำรุดเสียหายให้กลับมาใช้งานได้ เพราะมันมีปัญหาการก่อสร้าง “ผิดแบบ” ซ่อนอยู่ข้างใน และเป็นคดีความกันอยู่
ขืนรื้อสร้างใหม่เท่ากับทำลายหลักฐาน กลบทุจริต เอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมาไปเต็มๆ
ส่วนที่นักข่าวถามย้ำหลายรอบเรื่องหมดเวลาประกัน และต้องรอตั้งงบประมาณมาซ่อมแซม จนใครต่อใครคิดว่า “เสียค่าโง่” ผู้รับเหมาไปแล้ว เพราะไม่ยอมเรียกมาเคลมภายในระยะเวลาประกันนั้น
เรื่องนี้ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ยื่นเรื่องให้ผู้รับเหมามาแก้ไขในเวลาประกันไปแล้ว รวมกว่า 1,000 จุด เพียงแต่ผู้รับเหมายังไม่มาดำเนินการ ซึ่งพอถึงเวลาหนึ่งสภาสามารถฟ้องผู้รับเหมา เพื่อไปจ้างรายอื่นมาแก้ไขแทนและเรียกเก็บเงินจากผู้รับเหมาได้
ฟังดูเหมือนง่าย ลำพังเรียกให้มาซ่อมยังไม่มา แล้วจะยอมควักเงินจ่ายให้ง่ายๆ ได้อย่างไร!?
เสียดายที่ประธานฯ โสภณ ไม่ได้พูดให้หมด และผู้สื่อข่าวเองก็ไม่ได้ซักถามลงรายละเอียดเพิ่มเติม จึงเข้าใจกันแค่ว่า “หมดเวลาประกัน-รอตั้งงบประมาณมาซ่อมแซม”
แท้ที่จริงในสัญญามี "เงินประกัน" ของผู้รับเหมาค้างอยู่ที่สภาไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท แยกเป็นเงินประกันสัญญา 5% จำนวน 614 ล้านบาท เงินจ่ายค่างวดที่ถูกหักไว้ 5% ประมาณ 600 ล้านบาท และเงินงวดสุดท้ายอีกจำนวนหนึ่ง
เบ็ดเสร็จรวมเป็นเงินไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท ที่อยู่ในมือสภา และมีคนมาเทียวไล้เทียวขื่อ กล่อมสภาให้คืนผู้รับเหมาไปเถอะ ประมาณว่า “มีอะไรก็ช่วยๆ กันไป เพราะสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ไหว ตรงไหนที่ช่วยได้ก็ช่วยหน่อย”
ไปถามคนในสภารู้กันดีว่าใครพูดกับใคร?
แต่บังเอิญในสัญญามีรายละเอียดระบุไว้ชัดว่า เงินทั้งสามก้อนนี้จะจ่ายให้ก็ต่อเมื่อ “ผู้รับเหมาต้องแก้ไขข้อบกพร่องและทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อน”
เมื่อข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ การแก้ไขซ่อมแซมอาคารรัฐสภา ก็ไม่ต้องไปควักงบหลวงมาดำเนินการ เพราะมีเงินจำนวน 1,500 ล้านบาท กองเอาไว้อยู่แล้ว ยกเว้นทนเสียงกล่อมไม่ไหวคืนผู้รับเหมาไป คนคืนก็ต้องเจอ มาตรา 157
ส่วนที่จะปรับรื้อสารพัด เปลี่ยนของเดิม สร้างของใหม่ทับ เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์คนั้น ย้ำว่าต้องระวังเรื่องกลบทุจริต ไปเข้าทางเอื้อประโยชน์ผู้รับเหมาไว้ด้วย
อย่าเอาแลนด์มาร์คมาบังหน้าแล้วปล่อยให้ผู้รับเหมาลอยนวล!?




