ศึกซักฟอกรัฐบาล
บนเกมต่อรอง “น้ำเงิน-แดง”?!
ผ่านมาจะครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระของสภา แม้จะผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของประธานฯ โสภณ ซารัมย์ ไปแล้ว
ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ล็อควันอภิปรายล่วงหน้าไว้ระหว่างวันที่ 27-30 ตุลาคมนี้ รอให้วิปสองฝ่ายไปหารือรายละเอียดกันเอาเอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาปลายเดือนตุลาคมที่ฝ่ายค้านต้องการ แต่ได้ไม่ถึง 5 วัน ตามที่ขอไว้
ทั้งนี้ มีข้อน่าสังเกตุว่า ในห้วงที่รอความชัดเจนได้มีความเคลื่อนไหวหลายอย่างเกิดขึ้นในซีกของรัฐบาล โดยเริ่มจากการเชิญรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ไปรับประทานอาหารมื้อเช้า ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพูดคุยเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หลังการพูดคุย “นายกฯ อนุทิน” บอกกับนักข่าวว่า “การอภิปรายครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นการอภิปรายทั้งคณะ” ความหมายคือ แม้รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยจะไม่ถูกอภิปรายด้วย แต่เมื่อนายกฯ ถูกอภิปราย ก็เท่ากับอภิปรายรัฐบาลทั้งคณะ
เป็นการ “มัดมือชก” ไม่ให้พรรคเพื่อไทยชิ่งหนี ตามกลยุทธ์ตอกลิ่มสร้างความแตกแยกของฝ่ายค้าน?!
ในเวลาต่อมา แม้นายกฯ อนุทิน จะย้อนความไปสมัยรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร ที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล และภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมฯ พรรคภูมิใจไทย ก็ยืนยันสนับสนุนหัวหน้ารัฐบาลอย่างเต็มที่
ทว่าครั้งนี้ คำแรกที่ได้ฟังจากปาก ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ จากเพื่อไทย คือ การทำหน้าที่ในสภาเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบยึดหลักการ เอาหลังพิงรัฐธรรมนูญไว้ก่อน เพิ่งมาพูดเอาตอนหลังในที่ประชุมครม.ว่า
“ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อไทยเตรียมพร้อมไว้แล้วในการสนับสนุน”
ฟังน้ำเสียงดูยังไม่หนักแน่นพอจะสร้างความมั่นอกมั่นใจ ยังห่างไกลความเป็น ครม.เลือดสุพรรณ อยู่มาก ประหนึ่งว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ลงตัว ต้องเปิดการเจรจาหาข้อสรุปกันต่อ ทำนองนั้น
จากท่าทีของพรรคเพื่อไทยชั่วโมงนี้ ทำให้มองเห็นถึงความไม่ปกติในรัฐบาลได้ชัดขึ้น เพราะหากเป็นเหตุการณ์ปกติทั่วไป อยู่กันแบบใจถึงใจ คงไม่ต้องเสียเวลามานั่งล้อมวงกินข้าวมื้อเที่ยงร่วมกัน และพูดจาผ่านสื่อเสียงแปร่งๆ แบบนี้
นอกจากท่าทีข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็น ทักษิณ ชินวัตรขอล้างมลทินการเมือง ผ่าน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการฯ เป็นคิวแทรกมาในจังหวะนี้ด้วย
ขณะที่ “ซันนี่” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่วันก่อนไม่ได้ไปร่วมวงข้าวมื้อเช้าด้วย ก็โหมตีปี๊บเรื่องรถเกี่ยวข้าว EV มูลค่า 8,000 ล้านบาท ที่ขอใช้เงินกู้ปรับโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านบาท
ปฏิบัติการข้างต้นของพรรคเพื่อไทย เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกับที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่ระบอบสีน้ำเงิน หวังทะลวงไส้กลุ่ม “น.หนู” ที่อยู่ในช่วงขาลง จึงเป็นจังหวะให้เพื่อไทยพลิกตัวสร้างราคาต่อรองทางการเมืองขึ้น
โดยอย่างแรกที่จะถูกนำมาต่อรอง คือ เก้าอี้รัฐมนตรีในโควตาเดิมของเพื่อไทย ต้องไม่แตะหรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด หากในอนาคตหรือหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการดึงพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้าร่วมรัฐบาลตามสัญญา
ส่วนสองประเด็นหลังของ “ทักษิณ-สุริยะ” น่าจะเป็นของแถม ที่คงไปหาช่องทางขยับขยายกันทีหลังได้ โดยเฉพาะกรณี “ล้างมลทิน” มีช่องทางอื่นที่ทำได้ง่ายกว่าการอาศัยโดยสารไปกับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับนี้
เอาเป็นว่า การที่ประธานฯ โสภณ ยังรีรอไม่บรรจุญัตติซักฟอกเข้าสู่วาระเสียที เหตุผลคงอยู่ที่ความพร้อมของรัฐบาลมากกว่า เพราะทันทีที่ญัตติถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ อำนาจ “ยุบสภา” ดาบในมือนายกฯ อนุทิน ต้องถูกริบไว้ชั่วคราว
ถึงตอนนั้น หากจวนตัวต้องตัดช่องน้อยหนีเอาตัวรอด มีเหลืออยู่ทางเดียวคือ “ลาออก” สถานเดียว
ด้วยเหตุนี้ ก่อนจะบรรจุญัตติเข้าสู่การพิจารณาของสภา จึงต้องสอบทานทุกอย่างให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องมาตามแก้กันตอนหลัง ซึ่งในทางการเมืองจะมีความเสี่ยงสูงและมีทางให้เลือกน้อยมาก
ศึกซักฟอกรัฐบาลหนนี้ของฝ่ายค้าน จึงเปิดช่องให้พรรคสีแดง สร้างราคาต่อรองกับพรรคสีน้ำเงินได้บ้างเล็กน้อย ในวันที่สีน้ำเงินอยู่ในภาวะขาลงส่วนสีแดงเองก็อยู่ระหว่างฟื้นฟู ไม่พร้อมออกไปเป็นฝ่ายค้าน ครั้นจะสลัดออกไปจัดขั้วใหม่เงื่อนไขก็ไม่สุกงอมพอ
นี่แหล่ะการทอดเวลาบรรจุญัตติซักฟอกรัฐบาล บนเกมการต่อรองของ “น้ำเงิน-แดง”?!




