ซักฟอกรัฐบาล
ฝ่ายค้านเล็งใช้หมัดคู่
หลังแลกหมัดกันมาพักใหญ่เรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ในที่สุดเวลาก็เดินมาถึงจุดที่เป็นไฟต์บังคับ เพราะหากสมัยประชุมที่จะถึงนี้ ฝ่ายค้านยังไม่ยื่นซักฟอกรัฐบาลอีก ก็จะทำให้เสียสิทธิไปหนึ่งปีเต็มๆ ในการใช้กลไกรัฐธรรมนูญตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
ตามกติกาในหนึ่งปีรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ยื่นซักฟอกรัฐบาลได้เพียงครั้งเดียว
แต่ดูจากการให้สัมภาษณ์ของ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) หนึ่งในแกนนำฝ่ายค้าน เหมือนจะมีการ “ทบต้นทบดอก” ยื่นอภิปรายทั้ง มาตรา 151 และมาตรา 152 ในสมัยประชุมเดียวที่เหลืออยู่ของปีนี้
“ถ้าจะอภิปรายทั้งมาตรา 151 และมาตรา 152 ที่ลงมติและไม่ลงมติ ก็ต้องมีช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจจะต้องเริ่มจากการอภิปรายมาตรา 152 ก่อนแล้วค่อยไปที่มาตรา 151 หรือไม่ เพราะหากอภิปรายตามมาตรา 151 แล้วก็จะไม่สามารถยื่นอภิปรายในมาตรา 152 ต่อได้หรือไม่ จึงต้องมีการพูดคุยกัน”
รอดูว่าฝ่ายค้านจะเลือกใช้สูตรไหนออกอาวุธ “หมัดคู่” ในการซักฟอกรัฐบาล ระหว่างค่อยๆ นวดด้วยมาตรา 152 ซึ่งเป็นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติก่อน จากนั้น ค่อยทุบซ้ำด้วยมาตรา 151 ที่เป็นการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
โดยหากจะเริ่มจากมาตรา 152 ก่อน ก็ย่อมเป็นเหตุเป็นผล เพราะมาตรานี้กำหนดให้เป็นการอภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี
จากนั้น ทอดเวลาไปอีกระยะค่อยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 โดยอ้างไม่สามารถปล่อยให้อยู่เป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อไปอีกได้ เพราะนอกจจากจะละเลย ไม่ยอมรับฟังคำชี้แนะของฝ่ายค้านแล้ว ยังทำความเสียหายให้บ้านเมืองเพิ่มขึ้น
ส่วนจะเริ่มจากตรงไหนก่อนหลังกัน เชื่อว่าฝ่ายค้านคงมีเหตุผลอธิบายได้ทั้งสองทาง เพราะต่อให้ยื่นอภิปรายมาตรา 151 ก่อนแล้วน็อครัฐบาลไม่ได้ จากนั้น ค่อยไปปิดท้ายที่มาตรา 152 อีกดอกก็เป็นสิทธิที่ทำได้อยู่ดี
แต่ฟังจากสุ้มเสียง ‘ไหม-ศิริกัญญา’ ที่ตอบคำถามนักข่าวทีเล่นทีจริงเรื่อง อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ไม่กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน “อ๋อเหรอค่ะ” พร้อมสำทับตามว่า
“ก็คงต้องมีการตัดไม้ข่มนามกันอยู่แล้ว ถ้าบอกว่ากลัวก็คงจะดูไม่ดี แต่อย่าประมาทแล้วกันว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านถืออยู่ในมือจะสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ และแน่นอนว่าวิธีการที่ทำให้รัฐบาลล่มได้ คือการไม่สามารถรวบรวมเสียงของฝ่ายรัฐบาลได้”
ฟังจากที่ศิริกัญญาพูดข้างต้น เหมือนซ่อนนัยบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ แต่พอไปถึงประโยคสุดท้ายที่ว่า “แม้ท้ายที่สุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เกิดผล เพราะเสถียรภาพยังไม่สั่นคลอนมากพอ อย่างน้อยก็เป็นการเช็กเสียง ว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลยินดีที่จะแบกกันอยู่หรือไม่”
ขีดเส้นใต้หนาๆ ไว้ตรงข้อความที่ว่า “อย่างน้อยก็เป็นการเช็คเสียง”
นั่นเท่ากับแสดงว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านครั้งนี้ วางเป้าหมายไว้ที่การตรวจเช็คเสียงพรรคร่วมรัฐบาลว่ายังอยู่ด้วยกันครบหรือไม่
เป็นคนละอารมณ์กับนายกฯ อนุทิน ที่ตอบคำถามเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบมั่นอกมั่นใจว่า “รัฐบาลอย่าไปทำชั่วทำเลว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล รัฐบาลนี้ไม่มีทำชั่วทำเลว”
แถมตอนท้าย นายกฯ อนุทิน ถูกยิงคำถาม หากหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีพรรคฝ่ายค้านโหวตให้รัฐบาล จะเป็นสัญญาณว่าเขาอยากเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ “ให้มันเกิดขึ้นก่อนค่อยมาถาม” เป็นคำตอบสั้นๆ จากนายกฯ อนุทิน
หากผลการซักฟอกจบลงอย่างที่ว่า งานนี้แทนที่ยุทธการ “หมัดคู่” ของฝ่ายค้าน จะหวังเช็คเสียงพรรคร่วมรัฐบาลว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ กลับกลายเป็นว่าพรรคฝ่ายค้านเองนั่นแหล่ะ ที่แตกแถวเสียเอง




