พรรคส้มไม่แพ้
ยึดท้องถิ่นต้องพังกำแพงสามชั้น ?!
การที่ เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี จากพรรคประชาชน (ปชน.) พ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครคู่แข่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ จากกลุ่มผึ้งหลวง ในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีคะแนนทิ้งห่างกันมากกว่า 5 หมื่นคะแนน ซึ่งผลที่ออกมาไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายนัก
แต่ที่น่าแปลกใจคือ ท่าทีของแกนนำพรรคสีส้ม ที่ด้านหนึ่งดูเหมือนยอมรับความพ่ายแพ้ แต่อีกด้านยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่า คงมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน โดยพุ่งเป้าไปที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อย ประชาชนไม่ทราบว่ามีการเลือกตั้ง และไม่รู้สึกว่าการเลือกตั้งระดับ อบจ.มีผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร
ข้อสันนิษฐานที่แกนนำพรรคส้มสรุปออกมา คงมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะเมื่อเทียบกับคะแนนการเลือกตั้งนายก อบจ.ในปี 2568 ที่มีผู้มาใช้สิทธิ 41 % คะแนนผู้สมัครพรรคส้มกับผู้ชนะ ตอนนั้นทิ้งห่างกันที่ 64,138 คะแนน ครั้งนี้ผู้มาใช้สิทธิลดลงเหลือ 35 % คะแนนทิ้งห่างกันที่ 55,379 คะแนน
นับว่าคะแนนแพ้ชนะที่ได้มีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นและลดลง
อันที่จริงแกนนำพรรคส้ม ควรจะมองปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น การเลือกตั้งแทนนายก อบจ.คนก่อนที่ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งอีกฝ่ายส่งหลานชายผู้เสียชีวิตลงสมัคร ที่โกยคะแนนความเห็นใจไปได้ไม่น้อย ในขณะที่ตัวเองเปลี่ยนตัวผู้สมัครใหม่ จึงต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แม้จะมีความมั่นใจเรื่องการขายพรรคมากกว่าตัวบุคคลก็ตาม
ทีนี้ถ้าย้อนไปดูการเลือกตั้งท้องถิ่นอื่นๆ ก่อนหน้านั้นประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นนายก อบจ.ราชบุรี นายกเมืองพัทยา และผู้ว่า กทม.โดยเฉพาะ กทม.ที่ สส.ทั้ง 33 เขต เป็นของพรรคสีส้มทั้งหมด แต่ก็ยังพ่ายแพ้แบบหลุดลุ่ย
ดังนั้น การที่ผู้สมัครพรรคสีส้มแพ้เลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ทั้งๆ ที่่ได้ สส.มายกจังหวัด 8 เขต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด และตรงนี้แหล่ะที่นำไปสู่ 3 ปัจจัย ที่เป็นคำตอบให้กับความพ่ายแพ้ของพรรคสีส้ม
ประการแรก ที่พรรคส้ม ไม่ได้รับการตอบรับเลยในเวทีการเมืองท้องถิ่น ยกเว้นนายก อบจ.ลำพูน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะต่างหาก ที่ไม่ได้ขายความเป็นพรรคอย่างเดียว ก็เพราะในสายตาและความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ต้องการวางพรรคส้มไว้ที่เวทีการเมืองในระดับชาติมากกว่า
ประการที่สอง การเมืองระดับท้องถิ่น ตัดสินกันที่เครือข่าย หัวคะแนน และระบบอุปถัมภ์ ที่อยู่ดูแลกันใกล้ชิดตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ซึ่งพรรคส้มไม่มีตรงนี้ การส่งคนลงสมัครแล้วอาศัยใช้เวลาเดินหาเสียงแค่ 31 วัน จึงไม่พอทำให้ชนะได้
ประการที่สาม การเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่มีกระแสหนุนเนื่องเหมือนการเลือกตั้งใหญ่ จึงไม่มีกระแสให้ขี่ อีกทั้ง กติกาไม่ได้เปิดกว้างเหมือนการเลือกตั้งทั่วไป ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่มีการเลือกตั้งนอกราชอาราจักร
ทั้งสามข้อที่ว่า จึงเป็นเหมือนกำแพงขวางกั้น ไม่ให้พรรคส้มเข้าถึงการบริหารงานการเมืองในระดับท้องถิ่นได้ ซึ่งเรื่องนี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม คงตระหนักเป็นอย่างดี ถึงได้พูดไว้ตอนหนึ่งว่า
“ผลที่ออกมา แม้จะน้อมรับ แต่ตรงกันข้าม ถ้าไม่ส่งผู้สมัคร เราจะเสียใจมากกว่านี้ เหตุผลที่ส่งลงสนามเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง”
ถ้าหัวหน้าเท้ง ตกผลึกได้เช่นนี้ หากต้องการเข้าไปบริหารท้องถิ่น ก็จงเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่อไป จะได้ทะลายกำแพงทั้งสามชั้นที่ขวางกั้นลง เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่หวังไว้ให้ได้




