การผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกคือสุดยอดแห่งความปรารถนาของบรรดาทีมจากแอฟริกา พวกเขาเฝ้ารอโอกาสนี้มานานแสนนาน ขนาดทีมจากทวีปเอเชียซึ่งแจ้งเกิดทีหลังยังทำได้มาแล้ว นั่นคือทีมชาติเกาหลีใต้ ใน เวิลด์คัพ 2002 สุดยอดทีมจากแอฟริกาก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น คาเมรูนปี 1990 เซเนกัล ทีมจอมเซอร์ไพรส์ในปี 2002 หรือกาน่าในปี 2010 เก่งที่สุดของพวกเขาแล้วก็เข้าได้ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้น
จนมาถึงวันนี้ โมร็อกโก ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติแรกจากกาฬทวีปที่ทำสำเร็จ หลังการปราบโปรตุเกส 1-0 ในรอบควอเตอร์ไฟนัล แต่กุนซือ “สิงห์ทะเลทราย” อย่าง วาลิด เรกรากุย ยังยืนยันว่าพวกเขายังหวังไปต่ออีกในบอลโลกหนนี้
จนมาถึงวันนี้ โมร็อกโก ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติแรกจากกาฬทวีปที่ทำสำเร็จ หลังการปราบโปรตุเกส 1-0 ในรอบควอเตอร์ไฟนัล แต่กุนซือ “สิงห์ทะเลทราย” อย่าง วาลิด เรกรากุย ยังยืนยันว่าพวกเขายังหวังไปต่ออีกในบอลโลกหนนี้

แทคติคตั้งรับและรอสวนกลับ
รูปแบบการเล่นที่ทำให้โมร็อกโก ประสบความสำเร็จคือการตั้งรับให้แน่นหนาที่สุดแล้วรอสวน เหลือเชื่อมากที่ผ่านมา 5 เกมในกาต้าร์ 2022 พวกเขาเสียประตูไปเพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้นให้กับ แคนาดา ในรอบแบ่งกลุ่ม โดยเป็นการทำเข้าประตูตัวเองของ นาเยฟ อเกิร์ด ปราการหลังของพวกเขาด้วยซ้ำ สถิติได้บ่งบอกถึงความเหนียวแน่นของกองหลังและผู้รักษาประตู ไม่ว่าจะเจอกับยอดทีมอย่าง โครเอเชีย, เบลเยี่ยม, สเปน หรือ โปรตุเกส 4 เกมใหญ่ที่ผ่านมา ไม่มีใครเจาะตาข่ายทีมจากแอฟริกาชาตินี้ได้เลยคงต้องยกเครดิตให้กับนายทวาร โบโน่ และแผงหลังคนอื่นๆ ไล่ตั้งแต่แบ็คขวา อัชราฟ ฮาคิมี่ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเขาไม่ได้มีดีแค่เกมรุกเหมือนที่ทุกคนเห็นในเกมระดับสโมสรเท่านั้น ตามด้วยผลงานของคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟอย่าง นาเยฟ อเกิร์ด กับ โรแมง ซาอิส กัปตันทีมจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งกลายเป็นหัวใจหลักในแดนหลังของทีมโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม และแบ็คจากบาเยิร์น มิวนิคอย่าง นุสแซร์ มาสราอุย ซึ่งต้องสลับมาเล่นฝั่งซ้าย แต่ก็ทำหน้าที่ได้ดี
โมร็อกโก ใช้ระบบการเล่นแบบ 4-3-3 โดยหน้าแผงกองหลังยังมีมิดฟิลด์ตัวรับอย่าง โซฟียาน อัมราบัต คอยสกรีนไม่ให้บอลของคู่ต่อสู้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่อันตราย อัมราบัต ทำหน้าที่ได้ดีจนลดภาระของเพื่อนร่วมทีมไปได้เยอะ และกลายเป็นว่าฟอร์มของเขาไปเข้าตาทีมใหญ่หลายทีมในยุโรป จนน่าจะกลายเป็นนักเตะเนื้อหอมเมื่อจบบอลโลกหนนี้
นอกจากนั้นแล้ว วาลิด เรกรากุย ยังสามารถวางแทคติคการตั้งรับและสวนกลับได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากทีมของเขานั้นมีกองหน้าทางริมเส้นที่มีความเร็วจัดทั้งสองข้างอย่าง ฮาคิม ซิเยค กับ โซฟิยาล บูฟาล นั่นคือจุดที่ใช้เล่นงานคู่ต่อสู้อย่างได้ผลในรอบผ่านๆมา
อย่างไรก็ดีเราจะสังเกตได้ว่า ยอดโค้ชผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้โมร็อกโกผู้นี้ ไม่ได้ตะบี้ตะบันเน้นให้ลูกทีมตั้งรับต่ำทุกเกม มีเพียงแค่นัดที่เจอกับสเปน ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้นที่พวกเขาตั้งรับแบบอุดแหลกคือพากันถอยลงไปอยู่ในแดนตัวเองเพื่อป้องกันคู่ต่อสู้แบบทั้งทีมอยู่หลังลูกบอลทั้งหมด แต่พอในเกมกับโปรตุเกส วาลิด นั้นสั่งให้ลูกทีมไล่บอลที่แดนกลางมากขึ้น และลงโทษทีม ‘ฝอยทอง’ ได้สำเร็จ
เกมป้องกันแบบนี้ทำให้หลายคนพาลนึกไปถึงความสำเร็จของทีมชาติอิตาลีเมื่อ ปี 2006 ซึ่ง มาเซโล่ ลิปปี้ กุนซือใช้เกมรับสยบเกมรุกคู่ต่อสู้เหมือนโมร็อกโกทำในครั้งนี้เช่นกัน จนทำให้ทีม ‘อัซซูรี่’ คว้าถ้วยฟีฟ่า เวิลด์คัพไปครองได้บนแผ่นดินเยอรมนี โดยเที่ยวนั้น อิตาลี สามารถรักษาคลีนชีตได้ถึง 5 จาก 7 นัดตลอดทัวร์นาเม้นต์

เคล็ดลับแห่งความสำเร็จ
เส้นทางแห่งชัยชนะของทีม ‘สิงห์ทะเลทราย’ นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในสายตาของเกจิหลายคนมองพวกเขาเป็นเพียงทีมต่ำชั้นเท่านั้นก่อนบอลโลกหนนี้จะเริ่มต้นขึ้น แต่ถึงตอนนี้โมร็อกโก ได้กลายเป็น ‘ม้ามืด’ หักปากกาเซียนจนย่อยยับ เคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลังนั้นถูกเปิดเผยออกมานั่นคือการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับลูกทีมของยอดโค้ช วาลิด เรกรากุย นั่นเอง“เรามาที่นี่เพื่อเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิม ความรู้สึกหวั่นกลัวคู่ต่อสู้นั้นจะต้องถูกขจัดออกไป มันเป็นเรื่องของจิตวิทยา ผู้เล่นโมร็อกโก สู้กับทีมใดก็ได้ในโลก” ยาสซีน บูนู หรือ โบโน่ ผู้รักษาประตูได้เปิดเผยถึงเคล็ดลับคำสอนจากหัวหน้าโค้ชของพวกเขา
“สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เราประสบความสำเร็จครั้งนี้คือเรื่องที่เรามีความเชื่อมั่นมากขึ้น นั่นคือสิ่งที่เจ้านายพร่ำสอน และเมื่อนักฟุตบอลรุ่นต่อไปเติบโตขึ้นมาแทนที่พวกเรา เขาจะได้รับรู้ว่า โมร็อกโก ทีมนี้ สามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้”
“ต่อไปเมื่อคนพูดถึงนักเตะโมร็อคคาน พวกเขาจะได้รับรู้ถึงมาตรฐานระดับโลก แม้บางคนจะเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่พวกเราหลายคนโชว์ฟอร์มได้ในจุดพีคที่สุด และแน่นอนที่สุดของความทุ่มเท”
สรุปแล้วเคล็ดลับของทีม ‘สิงห์ทะเลทราย’ นั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของแทคติคและเกมการเล่นในสนามเท่านั้น พวกเขายังให้ความสำคัญกับเรื่องของสภาพจิตใจและความเชื่อมั่นของนักเตะเป็นอย่างสูง จนทำให้สปิริตในทีมดูสูงล้น
สุดท้ายไม่ว่าปาฏิหาริย์ของพวกเขาจะจบลงตรงไหนในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ คงต้องมอบตำแหน่งสุดยอด ‘ม้ามืด’ หรือ ‘จอมพลิกล็อค’ ประจำทัวร์นาเม้นต์ให้กับ โมร็อกโก ทีมนี้ไปครองอย่างไม่มีข้อสงสัย ในการสร้างประวัติศาสตร์ เป็นทีมจากแอฟริกาชาติแรกที่สามารถเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกได้แบบนี้

สถิติที่น่าสนใจในฟุตบอลโลกของ โมร็อกโก
ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย: 1970, 1986, 1994, 1998, 2018, 2022ชนะสูงสุดในบอลโลก: โมร็อกโก 3-0 สกอตแลนด์ (1998)
แพ้เยอะสุดในบอลโลก : โมร็อกโก 0-3 บราซิล (1998)
ตกรอบแรก: 1970, 1994, 1998, 2018, 2022
ตกรอบ 16 ทีม: 1986
ผลงานดีที่สุด: 2022 รอบ 4 ทีมสุดท้าย
สร้างสถิติ: เป็นทีมแรกของแอฟริกาที่รักษาคลีนชีตสูงสุดถึง 4 เกมในฟุตบอลโลก นัดเจอกับ โครเอเชีย, เบลเยี่ยม, สเปน, โปรตุเกส (นับแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย)



