SAMURAI BLUE...ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

30 พ.ย. 2565 - 15:23

  • จากแรงบันดาลใจในการ์ตูนสู่เรื่องจริงบนสนามในฟุตบอลโลก 2022 ครั้งนี้กับการสร้างประวัติศาสตร์คว้า 3 แต้มสำคัญเหนือทีมชาติเยอรมันและเดิมพันครั้งใหญ่

  • กับวงการฟุตบอลญี่ปุ่นต่อจากนี้ว่า พวกเขาต้องการเป็นแชมป์โลกให้ได้ภายในปี 2050

Article_World_Cup_Samurai_Blue_SPACEBAR_Thumbnail_0efce37054.jpeg
ในอดีตที่ผ่านมา ‘ญี่ปุ่น’ อาจไม่ได้มีชื่อเสียงในวงการฟุตบอลระดับนานาชาติมากนัก ทว่านับตั้งแต่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 1998 ที่ฝรั่งเศสมาจนถึงปัจจุบัน ทีม ‘ซามูไร บลู’ กลายเป็นขาประจำในฐานะหนึ่งในตัวแทนทวีปเอเชีย ลงแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม โดยศึกเวิลด์ คัพ 2022 ที่กาตาร์ ถือเป็นฟุตบอลโลกสมัยที่ 7 ติดต่อกัน ซึ่งพวกเขามีความฝันที่จะก้าวไปเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ในภายในปี 2050

จาก กัปตันซึบาสะ สู่แรงบันดาลใจบนสนามจริง 

ประเทศญี่ปุ่น ‘ซูโม่’ ถือเป็นกีฬาประจำชาติที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ขณะเดียวกัน ‘เบสบอล’ ถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล อย่างไรก็ดีนับจากปี 1981 ที่หนังสือการ์ตูนมังงะ ‘กัปตันซึบาสะ’ ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก นั่นคือหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ทำให้กีฬา ‘ฟุตบอล’ กลายเป็นที่สนใจของคนญี่ปุ่น รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กทั่วโลกในการก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพแบบรุ่นสู่รุ่น
 
การ์ตูนเรื่อง ‘กัปตันซึบาสะ’ ถูกสร้างขึ้นโดย โยอิจิ ทาคาฮาชิ นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่นในปี 1981 หลังได้รับแรงบันดาลใจจากฟุตบอลโลกปี 1978 ซึ่งทำให้เขารู้จักฟุตบอล และค้นพบความจริงที่ว่า ‘ฟุตบอล’ คือกีฬาอันดับหนึ่งของโลก และต้องการที่จะสร้างปรากฏการณ์ ‘บ้าบอล’ ให้เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นบ้าง ผ่านตัวการ์ตูนจอมทัพทีมชาติญี่ปุ่นนามว่า โอโซระ ซึบาสะ
 
Article_World_Cup_Samurai_Blue_SPACEBAR_Photo01_d688ed3fd3.jpeg
จากเด็กชายที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากอุบัติเหตุรถบัสพุ่งชน แต่รอดชีวิตมาได้เพราะถือลูกฟุตบอลบังเอาไว้ อันเป็นจุดเริ่มที่ทำให้มีความรักในฟุตบอล คือบทบาทที่ทาคาฮาชิวางเอาไว้ให้กับซึบาสะ ก่อนที่เนื้อเรื่องหลังจากนั้นจะเป็นเรื่องราวของการฝึกซ้อม และต่อสู่ในสนามแข่งขันและความฝันที่จะไปเล่นฟุตบอลที่บราซิลอันเป็นประเทศแชมป์โลก 3 สมัยในเวลานั้น รวมถึงมีเป้าหมายสูงสุดคือการพาทีมชาติญี่ปุ่นเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก
 
แม้ความสามารถของซึบาสะจะเป็นสิ่งเหนือความเป็นจริงที่มนุษย์ทำได้ แต่การดำเนินเรื่องให้สอดคล้องไปกับการแข่งขันต่างๆที่มีอยู่จริงบนโลกของฟุตบอล อาทิ การได้ไปค้าแข้งในยุโรปกับสโมสรดังอย่างบาร์เซโลน่า รวมถึงการได้ลงแข่งฟุตบอลรายการสำคัญ อย่าง ฟุตบอลเยาวชนโลก หรือฟุตบอลโลก 2002 ก็ถือเป็นการทำให้ผู้อ่านได้เกิดจินตนาการและวาดฝันไปสู่ความสำเร็จในชีวิตจริงได้
 
ขณะเดียวกันผู้เขียนการ์ตูนเรื่องนี้ ยังให้ความสำคัญและแสดงความเคารพทีมคู่แข่งที่เผชิญหน้ากับทีมชาติญี่ปุ่นในแต่ละทัวร์นาเมนท์ด้วย อาทิ การเผชิญหน้ากับทีมชาติไทยในศึกฟุตบอลเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปีชิงแชมป์เอเชีย ซึ่งญี่ปุ่นเป็นฝ่ายไล่ตามทีมชาติไทย 1-4 ในครึ่งแรก ก่อนจะรวมพลังกลับมาเอาชนะได้ไทย 5-4 ในครึ่งหลัง 
หากจะกล่าวว่าตัวการ์ตูนที่ไม่มีอยู่บนโลกความจริงอย่าง ซึบาสะ คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยยกระดับวงการฟุตบอลญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 1981 เป็นต้นมา ก็คงจะไม่ถือเป็นคำกล่าวที่เกินเลยแต่อย่างใด เพราะด้วยความสามารถอันเก่งกาจที่มีท่ามีท่าไม้ตายอย่าง ‘ไดร์ฟชู๊ต" พวกกับความทะเยอทะยานนักแบบฉบับนักฟุตบอลญี่ปุ่นทำให้เด็กญี่ปุ่นหลายคนหันมาสนใจฟุตบอลมากขึ้น
 
ฮิเดโตชิ นากาตะ ตำนานแข้งทีมชาติญี่ปุ่น คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ครั้งหนึ่งเขาเคยเปิดเผยว่าในสมัยเด็กเขาเองก็มีความฝันเหมือนกับเด็กญี่ปุ่นทุกคนก็คือการได้เป็นนักเบสบอลอาชีพ แต่แล้วความฝันของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อได้อ่านการ์ตูนซึบาสะ ก่อนที่นากาตะ จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลสุดยอดตลอดกาลทีมชาติญี่ปุ่น ขณะเดียวเขาได้กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ซึบาสะ" ในโลกของความจริงอีกด้วย  
  

Dream โปรเจคแชมป์โลก 2050 

หลังผ่านประสบการณ์ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2 ครั้ง ในปี 1998 ด้วยผลงานแพ้รวด 3 นัด ตกรอบแรก และต่อด้วยปี 2002 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วม และทำผลงานทะลุถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ช่วงเวลา 3 ปีหลังจากนั้น คือในปี 2005 สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น(JFA) ได้ประกาศโปรเจคสู่แชมป์โลกปี 2050 ภายใต้ปฏิญญาสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นปี 2005 หรือ The JFA Declaration
 
โปรเจคดังกล่าวใช้คำสั้นๆแต่ได้ใจความว่า Dream หรือความฝันที่จะต้องทำให้เป็นความจริงให้ได้ ซึ่งนับเป็นการวางแผนล่วงหน้ายาวนานถึง 45 ปี โดยในช่วง 10 ปีแรก มีการวางเป้าหมายเอาไว้ 3 ประเด็นหลัก คือ  
1. ญี่ปุ่นจะต้องมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลครบ 5 ล้านคน   
2.สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นจะต้องอยู่มีมาตรฐาน 1 ใน 10 ของโลก  
3. ทีมชาติญี่ปุ่นจะต้องติดอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ของโลก  

ซึ่งรายงานอย่างเป็นทางการจาก JFA ระบุว่า ในปี 2015 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นบรรลุเป้าหมาย 2 ข้อแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลสูงถึง 5.2 ล้านคน โดยจำแนกเป็นนักฟุตบอล 2.7 ล้านคน โค้ช 1.5 แสนคน ผู้ตัดสิน 2.7 แสนคน ทีมสต๊าฟฟ์ 5.4 หมื่นคน และแฟนบอล 1.9 ล้านคน ขณะเดียวกันสหพันธ์ฟุตบอลญี่ปุ่นหรือ  JFAผ่านมาตรฐานตามข้อกำหนดของฟีฟ่าและมีมาตรฐานอยู่ในท็อปเทนสมาคมฟุตบอลทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน
 
มีเพียงอันดับโลกของทีมฟุตบอลชาย ‘ซามูไร บลู" เท่านั้นที่ยังไม่เป็นไปตามเป้าโดยนับจากปี 2005 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นทำได้ดีที่สุดด้วยการขึ้นไปติดอันดับ 13 ของฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง  ขณะที่ก่อนออกสตาร์ทฟุตบอลโลก 2022 ญี่ปุ่นรั้งอยู่อันดับ 24 ของโลก อย่างไรก็ดี JFA ก็ยังเดินหน้าตามโปรเจค Dream ต่อไป พร้อมกำหนดเป้าหมายอีกครั้งในปี 2030 ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดในปี 2050 คือแชมป์ฟุตบอลโลก
 
โดยในปี 2030 จะต้องมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านคน ขณะเดียวกันทีมฟุตบอลชายชุดใหญ่ นอกจากจะต้องทำตีตั๋วเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ต่อไปแล้ว ยังจะต้องทำผลงานถึงรอบรองชนะเลิศ หรือรอบ 4 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกให้ได้อีกด้วย
 
ทั้งหมดเป็นแนวทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมายสูงสุดในปี 2050 ซึ่ง JFA ฝันไกล และกำลังจะต้องไปให้ถึง นั่นก็คือการมีบุคลากรฟุตบอลทั่วประเทศครบ 10 ล้านคน ขณะเดียวกันญี่ปุ่นจะต้องกลับมาเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอีกครั้ง โดยเป็นการจัดแบบชาติเดียว และที่สำคัญที่สุดจะต้องคว้าถ้วย ‘ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ’ ถึงจะถือเป็นการบรรลุปฏิญญาสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นที่ประกาศไว้ตั้งแค่ปี 2005 
Article_World_Cup_Samurai_Blue_SPACEBAR_Photo02_2ea39f4f19.jpeg
Article_World_Cup_Samurai_Blue_SPACEBAR_Photo03_202f3e2c27.jpeg

นโยบาย ส่งออกนักเตะ’ กับพัฒนาการที่เห็นเด่นชัด 

ทีม ‘ซามูไรสีฟ้า’ ออกสตาร์ทฟุตบอลโลก 2022 สร้างชื่อเสียงได้อย่างกระฉ่อนโลก เมื่อสามารถอัดยอดทีมแห่งยุโรปอย่าง เยอรมนี แบบเหลือเชื่อ 1-2 ทั้ง ๆ ที่ถูกยิงนำไปก่อนแต่ก็สามารถไล่แซงได้สำเร็จจากฝีเท้าของ ริตสึ โดอัน และ ทาคูมะ อาซาโนะ พิสูจน์ทั้งฝีมือและสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง รวมทั้งการแก้เกมที่สุดยอดของโค้ช ฮาจิเมะ โมริยาสึ
 
ในเชิงฟุตบอลสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ญี่ปุ่นสามารถสู้กับ เยอรมนีในลักษณะตัวต่อตัวได้อย่างไม่ตื่นกลัวหรือกดดันเหมือนสมัยในอดีต นี่เป็นพัฒนาการของผู้เล่นเอเชียที่เห็นเด่นชัดในเที่ยวนี้ อาจเป็นเพราะว่าผู้เล่นซามูไรชุดนี้ส่วนใหญ่ไปค้าแข้งอาชีพอยู่ในยุโรป ทั้งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ, บุนเดสลีกาเยอรมัน, ลาลีกาสเปน, ลีกเอิง ฝรั่งเศส เป็นนักเตะที่มาจาก เจลีก ในประเทศตนเองเพียง 7 คนเท่านั้นจากขุนพลทั้งหมด 26 ราย
 
นี่เป็นแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทีมใหญ่ในเจลีกหลายสโมสรไม่ได้หวงผู้เล่นเชื้อชาติตนเองไว้เล่นลีกในประเทศอีกต่อไปแล้ว ได้ราคาดีปล่อยออกไปก็สามารถซื้อใครเชื้อชาติใดมาแทนก็ย่อมได้
 
นั่นอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นจากแดนอาทิตย์อุทัยไม่รู้สึกหวั่นเกรงเป็นรองคู่ต่อสู้แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสองที่ อาซาโนะ เลี้ยงเดี่ยวเบียด นิโก้ ชล็อตเตอร์เบ็ค เข้าไปยิงแสกหน้ายอดผู้รักษาประตูอย่าง มานูเอล นอยเออร์ เอาเสียดื้อๆ 
น่าเสียดายที่พวกเขาอยู่ในกรุ๊ปออฟเดธ เกมนัดสองของรอบแบ่งกลุ่ม ญี่ปุ่น ไปพลาดท่าพ่ายให้กับ คอสตา ริกา 0-1 ทั้ง ๆ ที่เล่นได้อย่างไม่เป็นรอง จึงทำให้ต้องไปลุ้นโอกาสการเข้ารอบในนัดสุดท้ายกับ ‘กระทิงดุ’ สเปน ซึ่งไม่ว่าผลการแข่งขันจะจบอย่างไร ก็ต้องบอกว่าทีมชาติญี่ปุ่นชุดนี้ได้รับคำชมเชยอย่างมากมายจากชาวโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 
ต้องสรุปว่าเป็นการจุดประกายความหวังในการเดินทางต่อไปให้ถึงฝันตามโปรเจคแชมป์โลก 2050 วันนี้ชนะเยอรมนีรอบแรกได้แล้ว อนาคตจะพัฒนาต่อไปถึงการเอาชนะทีมระดับนี้ในรอบลึกๆได้สำเร็จหรือไม่ เป็นโจทย์ที่เหล่าผู้เล่นและบุคลากรหัวแถวในวงการฟุตบอลญี่ปุ่นจะต้องวางแผนพัฒนากันต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์