เช็กด่วนๆ! ภัยเงียบยุคใหม่ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เช็กพฤติกรรมเสี่ยงและสัญญาณเตือน

2 ส.ค. 2569 - 13:00

  • อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจสำหรับคนที่ใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งนาน หรือ ก้มดูมือถือบ่อย เพราะพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้คุณเสี่ยงที่จะเป็นโรค ‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’

เช็กด่วนๆ! ภัยเงียบยุคใหม่ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เช็กพฤติกรรมเสี่ยงและสัญญาณเตือน

อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจสำหรับคนที่ใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งนาน หรือ ก้มดูมือถือบ่อย เพราะพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้คุณเสี่ยงที่จะเป็นโรค ‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’ ที่ตอนนี้ไม่ได้เป็นกันเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้นเพราะบรรดาวัยรุ่นสร้างตัวก็เริ่มเจอกับอาการนี้กันมากขึ้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูสัญญาณเตือน พร้อมทำความเข้าใจกับปัจจัยเสี่ยง ไปจนถึงแนวทางการรักษาและการดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรงสำหรับคนทุกวัยเพื่อให้ใช้ชีวิตกันได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ 

‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’ เกิดจากอะไร? 

กระดูกสันหลังของคนเราจะมี ‘หมอนรองกระดูก’ คือส่วนที่คั่นอยู่ในแต่ละชั้นของตัวกระดูกสันหลัง โดยโครงสร้างหลักประกอบด้วยน้ำและคอลลาเจน เป็นเหมือนโช้กอัพรถยนต์คอยรับแรงกระแทกและน้ำหนักของร่างกาย คอยประคองระหว่างชั้นของกระดูกสันหลังเพื่อให้เราโยกย้ายส่ายสะโพกได้อย่างยืดหยุ่น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่หมอนรองกระดูกแตกหัก หรือเคลื่อนเข้าไป ‘กดทับเส้นประสาท’ ที่อยู่ใกล้เคียงจะทำให้การทำงานของเส้นประสาทผิดปกติ และส่งสัญญาณเตือนออกมาเป็นอาการปวดหลังแบบรุนแรง มีอาการร้าวลงขา ชา หรือหนักถึงขั้นเกิดอาการอ่อนแรง 

เช็กเลย! อาการแบบไหนสุ่มเสี่ยงที่จะเป็น 

โดยทั่วไปแล้วอาการของโรคนี้มักจะปวดร้าวลงขาและจะเกิดขึ้นกับขาข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากหมอนรองกระดูกมักปลิ้นทางด้านข้างและกดทับเส้นประสาทฝั่งนั้น อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงของขาหรือปลายเท้าร่วมด้วยได้ โดยอาการปวดในช่วงแรกจะค่อนข้างมาก เกิดจากสองปัจจัยคือ ปริมาณการกดทับของเส้นประสาท และ การอักเสบจากการแตกปลิ้นของหมอนรองกระดูก 

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทพบบ่อยในผู้ที่อายุ 20–50 ปี สามารถรักษาได้ และผู้ป่วยกว่า 80% อาการดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์โดยไม่ต้องผ่าตัด แม้อาการของผู้ป่วยบางรายอาจทุเลาได้เองแต่เพื่อทำให้เห็นภาพชัดเจน ลองมาดู Checklist กันว่าอาการที่คุณเป็นหรือประสบพบเจออยู่เข้าข่ายควรรีบไปพบแพทย์แบบด่วนๆ ไหม 

  • ปวดหลังร้าวลงขา: อาการเด่นที่สุด โดยจะมีอาการปวดจากหลังส่วนล่างร้าวลงไปที่สะโพก ร้าวลงไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง (มักเป็นข้างเดียว) 
  • อาการชา: รู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆ มาทิ่ม หรือเกิดอาการชาอย่างหนักที่บริเวณขา น่อง หรือยาวไปจนถึงปลายเท้า 
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง: สัญญาณเตือนที่เริ่มรุนแรง จะเริ่มสังเกตได้ว่าขาไม่มีแรง กระดกข้อเท้าหรือนิ้วหัวแม่เท้าไม่ได้ เดินแล้วรองเท้าแตะหลุดบ่อยๆ หรือหัวเข่าทรุดลงไปดื้อๆ

ไลฟ์สไตล์เสี่ยงที่คนรุ่นใหม่อาจทำอยู่ในทุกๆ วัน 

  1. น้ำหนักตัวมาก: ยิ่งน้ำหนักตัวมากกระดูกสันหลังก็ต้องรับน้ำหนักมากตามไปด้วย 
  2. การใช้งานที่ไม่เหมาะสม: เช่น ก้มหลัง ยกของหนัก ท่าทางเหล่านี้เป็นการเพิ่มแรงดันที่หมอนรองกระดูกค่อนข้างมากซึ่งอาจจะเกินความทนทานที่หมอนรองกระดูกรับได้จนกระทั่งเกิดการแตกปลิ้นออกมา 
  3. การนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ: พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน และมักจะมีโอกาสเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นกดทับเส้นประสาทในบริเวณช่วงเอวมากที่สุด เพราะเวลาที่นั่งนานๆ กระดูกสันหลังส่วนนี้จะรับน้ำหนักแบบเต็มๆ   
  4. การไอหรือจามแรงๆ: เป็นสาเหตุหนึ่งของการเพิ่มแรงดันอย่างฉับพลันในหมอนรองกระดูก 
  5. คนที่สูบบุหรี่จัด: บุหรี่จะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมก่อนวัยอันควร และทำให้หมอนรองกระดูกเกิดการแตกปลิ้นได้มากขึ้น

ไปหาหมอแล้วจะเจอกับอะไร และทำไมไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด 

โดยปกติแพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยจะวินิจฉัยโรคได้เบื้องต้นว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทหรือไม่ แต่เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้นแพทย์อาจทำการตรวจโดยเครื่องถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI (Magnetic Resonance Imaging) เพื่อให้ได้ภาพที่ละเอียดชัดเจน และทำให้บอกได้ว่ามีการกดทับเส้นประสาทที่ตำแหน่งใดมากน้อยแค่ไหนเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป 

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดด้วยซ้ำ โดยแนวทางการรักษามีดังนี้: 

  • การรักษาด้วยยา: ในระยะแรกแพทย์จะให้ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด 
  • การทำกายภาพบำบัด: การดึงหลัง การใช้ความร้อนลึก (Ultrasound/Laser) หรือทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดและจัดระเบียบกล้ามเนื้อซึ่งช่วยลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกได้อย่างดีเยี่ยม 
  • การผ่าตัด: ปัจจุบันที่โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic Discectomy) แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีเวลาพักฟื้นนานๆ ทำให้ผู้ป่วยกลับไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว 

ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันที่ชีวิตการทำงานและกิจกรรมต่างๆ อาจบีบให้ต้องรีบและอยู่กับหน้าจอตลอดเวลา แต่ต้องจำไว้เสมอว่า ‘หมอนรองกระดูก’ ของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับพฤติกรรมทำร้ายตัวเองซ้ำๆ ได้ตลอดไป ดังนั้นการป้องกัน คอยหมั่นเช็คและดูแลตัวเองคือคำตอบที่ดีที่สุด 

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เฉพาะเจาะจงในทุกเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ได้ที่ : 

https://kdmshospital.com/article/herniated-disc/

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์