รูดม่านฟุตบอลโลก ถอดบทเรียนที่น่าจดจำ

23 ธ.ค. 2565 - 12:06

  • ฟุตบอลโลกครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่ทำให้พวกเขาได้วิพากษ์วิจารณ์กันไม่เว้นวันในสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งจากผลการแข่งขันในสนาม ไปจนถึงการรับชมการถ่ายทอดสด อะไรคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากบอลโลกหนนี้บ้าง

Learning_from_WC_2022_SPACEBAR_Thumbnail_a7a781f3cd.jpeg
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 จบลงด้วยชัยชนะของ อาร์เจนติน่า ซึ่งกลายเป็นแชมป์โลกสมัยที่สามขณะเดียวกันเกมการแข่งขันระหว่างอาร์เจนติน่า กับ ฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศนั้นยังถูกยกให้เป็นแมทช์น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เช่นเดียวกับที่จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้บอกกับสื่อมวลชนทั่วโลกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่กาต้าร์เป็นเจ้าภาพนับเป็นการจัดการแข่งขันที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟีฟ่าเลยทีเดียว
 
ทั้งหมดนั้นคือภาพรวมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 22 ที่จบลงไปแต่ถ้าลึกลงไปในรายละเอียดสำหรับผู้ชมหรือแฟนบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยจะได้เห็นว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่ทำให้พวกเขาได้วิพากษ์วิจารณ์กันไม่เว้นวันในสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งจากผลการแข่งขันในสนาม ไปจนถึงการรับชมการถ่ายทอดสด ซึ่งหัวข้อดราม่าแต่ละเรื่องนั้นน่าจะเป็น ประสบการณ์ทางข้อมูล อันสำคัญที่จะทำให้ในอีกสี่ปีข้างหน้าซึ่งการแข่งขันจะจัดขึ้นในสนามประเทศ อย่าง เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และ แคนาดา เป็นฟุตบอลโลกที่ทำให้แฟนบอล ได้ปรับตัวรับกับปรากฎการณ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในการแข่งขันได้มากขึ้น  
Learning_from_WC_2022_SPACEBAR_Photo01_fb9a08995f.jpeg
AFP
  •     เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่มีเงินแต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับฟีฟ่าได้ด้วย  

กาต้าร์ได้แสดงให้เห็นว่า ประเทศเล็กๆในตะวันออกกลางก็สามารถทำหน้าที่เจ้าภาพฟุตบอลโลกได้ดีไม่แพ้ประเทศใหญ่ หรือ ประเทศซึ่งมีวัฒนธรรมฟุตบอลอยู่ในสายเลือด ส่วนสำคัญที่ทำให้กาต้าร์ทำหน้าที่เจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ดีนั้นไม่ใช่แค่เม็ดเงินที่ลงทุนสร้างสนามและสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียว หากแต่ความกระตือรือร้นของทีมงานเจ้าภาพ อันทำให้ฟีฟ่าเห็นว่า กาต้าร์ ให้กับสำคัญกับฟุตบอลโลกเพียงใด
 
การเตรียมตัวของ กาต้าร์ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในสนามแข่งขัน หากแต่คีย์แมนคนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับฟีฟ่า คือ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ ประธานสโมสร เปแอสเช (PSG) ในลีกเอิงฝรั่งเศส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร beIN Sports สื่อกีฬาที่แยกตัวมาจากสำนักข่าว อัลจาซีร่า เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ เผยแแพร่ในทวีปตะวันออกกลาง และ คอยให้ความสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ ข่าวการเตรียมความพร้อมของกาต้าร์ ในฟุตบอลโลก 2022 จนทำให้ชื่อของกาต้าร์ และ ฟีฟ่า ได้รับฟีดแบคที่ดี
 
ทั้งนี้ พื้นฐานในการเสนอตัวเพื่อเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกนั้นสิ่งที่ประเทศผู้เสนอตัวต้องมีเป็นพื้นฐานคือ มีสนามฟุตบอลอย่างน้อย 12 สนามที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 40,000 ที่นั่ง (และมีแนวโน้มต้องเพิ่มเป็น 16 ทีมเมื่อมีการเพิ่มโควต้าทีมที่จะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย) มีโรงแรมระดับ 4-5 ดาวใกล้กับสนามการแข่งขัน เพื่อให้ทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย และ ทีมงานของฟีฟ่า รวมไปถึงสปอนเซอร์ร่วม ได้พักในบริเวณเดียวกันระหว่างที่มีการแข่งขัน
 
ขณะเดียวกันประเทศเจ้าภาพจะต้องทำ แผนธุรกิจ ที่จะแสดงให้เห็นชัดว่าหากจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกขึ้นแล้วจะส่งผลทางเศรษฐกิจใดบ้างต่อฟีฟ่า และ ประเทศเจ้าภาพ ทั้งนี้ทางฟีฟ่า จะพิจารณาข้อเสนอของประเทศที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และจะทำการโหวตโดยตัวแทนชาติสมาชิก และ ประเทศที่ได้รับคะแนนโหวตมากที่สุดจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก นอกเหนือจากการพิจารณาความพร้อมสนาม และ สิ่งอำนวยความสะดวก แล้ว ฟีฟ่ายังพิจารณาถึง องค์ประกอบอื่นของประเทศที่ยื่นข้อเสนอเป็นเจ้าภาพทั้งในเรื่อง การดูแลสภาพแวดล้อม รวมไปถึง วัฒนธรรมการชมฟุตบอลของคนในประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้กาต้าร์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาทำได้ดีเพียงใดในฟุตบอลโลกครั้งนี้  
Learning_from_WC_2022_SPACEBAR_Photo02_1081b7d6fe.jpeg
AFP
  • Must Have, Must Carry ความหวังดีที่ไม่เข้าท่าของ กสทช.  

สำหรับคนไทยนี่คือฟุตบอลโลกที่ต้องลุ้นเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอดสดให้ได้ชมฟรีกันทั้งประเทศจนถึงวินาทีสุดท้าย ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วการชมฟุตบอลโลกฟรี ในยุคที่ผู้คนยินดีที่จะจ่ายค่าบริการรายเดือนเพื่อชมภาพยนตร์ และ ซีรี่ส์ ผ่านทางระบบสตรีมมิ่ง ดูจะเป็นเรื่องย้อนแย้ง และ ด้อยค่า Content Live Sport อยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่น่าจะทำให้การถ่ายทอดสดกีฬามีปัญหามากที่สุดคือ กฎ Must Have และ Must Carry ที่กำหนดโดย กสทช. บนแนวนโยบายซึ่งต้องการให้ประชาชนเข้าถึงกีฬาระดับโลก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว Content กีฬาระดับโลกล้วนมีค่าลิขสิทธิ์ราคาแพงที่เอกชนต้องจ่ายเงินเพื่อหวังนำมาทำกำไร และผู้ที่จะชมได้ก็ควรเสียเงินค่าบอกรับสมาชิก หรือ จ่ายดูในรูปแบบ Pay Per View
 
โดยกฎ Must Have ระบุเอาไว้ว่า  7 มหกรรมกีฬาที่คนไทยต้องดูฟรี ประกอบด้วย กีฬาซีเกมส์, อาเซียนพาราเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์, เอเชี่ยนพาราเกมส์, โอลิมปิกเกมส์, พาราลิมปิกเกมส์ และฟุตบอลโลกอันทำให้  เอกชนที่ซื้อลิขสิทธิ์เกี่ยวกับกีฬา 7 มหกรรมที่จะนำมาเผยแพร่ในประเทศจะต้องปฏิบัติตามภายใต้สภาพบังคับทางกฎหมายดังกล่าวด้วย พร้อมกับต้องแจ้งเจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศทราบว่ามีระเบียบดังกล่าว เพื่อไม่ให้มีผลต่อการละเมิดลิขสิทธิ์
 
ส่วนกฎ Must Carry หรือ หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปโดยบังคับให้แพลตฟอร์มบริการโทรทัศน์ทุกราย ที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. นำช่องฟรีทีวี ไปออกอากาศในทุกช่องทาง ทั้งทางเสาอากาศ จานดาวเทียม เคเบิ้ลทีวี และช่องทางออนไลน์ โดยต้องออกอากาศต่อเนื่องตามผังรายการของแต่ละสถานี ไม่มีจอดำเกิดขึ้นในบางรายการ  โดยไม่สามารถดัดแปลงหรือทำซ้ำได้ เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถรับชมการเผยแพร่กีฬาที่สำคัญของโลกได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
 
และด้วยความที่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่มีเจ้าภาพเป็นเอกชน หากแต่เป็น การกีฬาแห่งประเทศไทยที่ประสานขอความสนับสนุนจากภาคเอกชน และ ได้รับเงินสนับสนุนครึ่งหนึ่งจากทาง กสทช. ทำให้การบังคับใช้ กฎ Must Have และ Must Carry มีปัญหาเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้มีกระแสข่าวว่า ทาง กสทช. เตรียมปรับกฎเกณฑ์ดังกล่าวให้สอดคล้องมากขึ้นกับสถานการณ์ในปัจจุบันของโลก 
Learning_from_WC_2022_SPACEBAR_Photo03_8dff7c1c0d.jpeg
AFP
  • ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นการผลัดใบครั้งใหญ่ของวงการฟุตบอล  

ฟุตบอลโลก 2022 นับเป็นฟุตบอลโลกที่ นักเตะระดับตำนานหลายรายประกาศว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเขาในการลงสนามการแข่งขันส่วนหนึ่ง แต่หลังจากจบฟุตบอลโลกนักฟุตบอลที่ีีมีท่าทีจะอำลาสนาม ได้ออกมา ปฏิเสธต่อกระแสข่าวและ แสดงเจตจำนงค์จะสวมเสื้อทีมชาติต่อไป และถึงแม้ว่ามีหลายคนที่ยังต้องการที่จะลงสนามฟุตบอลโลก หากด้วยอุปสรรคของช่วงวัยและสภาพร่างกายที่นักเตะหลายคนจะอายุเข้าเลขสี่ ฟุตบอลโลกในปี 2026 น่าจะเป็นการถ่ายเลือดใหม่ของหลายทีมที่ลงสนามฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอย่างแน่นอน
 
เริ่มจาก คาริม เบนเซม่า นักเตะในวัย  35 ปี หลังจากเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 97 นัด และ ทำไป 37 ประตูคาริม เบนเซม่า ประกาศแขวนสตั๊ดเป็นที่เรียบร้อย ส่วน ลีโอเนล เมสซี่ ที่ปัจจุบันอายุ 35 ปี หลังจากพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก เจ้าตัวได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่า จะเลิกเล่นทีมชาติโดยเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ยังไม่มีแผนจะรีไทร์ และจะยังต้องการเล่นให้กับทีมชาติฟ้าขาวต่อไป” ซึ่งต้องมาดูกันว่าเมสซี่ ที่จะมีอายุ 39 ปีในฟุตบอลโลกปี 2026 นั้นจะสามารถทำได้อย่างที่ต้องการหรือไม่
 
ก่อนหน้านี้ คริสเตียโน โรนัลโด้ ในวัย 37 ปีมีกระแสข่าวว่าจะเลิกเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกส แต่ หลังผิดหวังกับทีมชาติโปรตุเกส ในฟุตบอลโลก 2022 โรนัลโด้ ได้กล่าวผ่านสื่อว่ายังไม่มีความคิดที่จะเลิกเล่นฟุตบอลให้กับทีมชาติ และหวังว่าจะเป็นกำลังหลักที่จะช่วยทีมชาติโปรตุเกสต่อในฟุตบอลยูโร 2024
 
แต่สำหรับ เอเด็น อาซาร์ วัย 31 ปี ได้ทำตามที่ประกาศไว้ว่าจะรีไทร์จากทีมชาติเบลเยี่ยม หลังทีมเบลเยี่ยมตกรอบฟุตบอลโลกในรอบแบ่งกลุ่ม อาซาร์ ในฐานะกัปตันทีมจึงลงสนามฟุตบอลโลก 2022 เป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ อาซาร์ ลงสนามให้กับทีมเบลเยี่ยม 126 ครั้ง และทำประตูไปรวม 33 ประตู
 
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช นักเตะในวัย 41 ปี ที่ยังคงเป็นกำลังหลักของทีมชาติสวีเดน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยประกาศอำลาทีมชาติไปแล้ว แต่ซลาตัน ตัดสินใจกลับมาสวมเสื้อทีมชาติให้กับสวีเดนอีกคำรบ แต่โชคร้ายที่อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าจนต้องเข้ารับการผ่าตัดและทำให้ไม่ได้ลงสนามฟุตบอลโลกส่งผลให้มีกระแสข่าวออกมาว่า ซลาตัน อาจจะรีไทร์ตัวเองอย่างจริงจัง หลังจบฟุตบอลโลกในครั้งนี้
 
ส่วน ลูก้า โมดริช วัย 37 ปีมิดฟิลด์และกัปตันทีม ทีมชาติโครเอเชีย โดยก่อนหน้าฟุตบอลโลกจะจบนั้น โมดริช เคยเปรยผ่านสื่อว่าฟุตบอลโลกที่กาต้าร์ จะเป็นการลงสนามให้กับทีมชาติโครเอเชีย เป็นครั้งสุดท้าย แต่หลังจากพาทีมโครเอเชีย คว้าอันดับที่สามในฟุตบอลโลก โมดริช เปลี่ยนใจที่จะยังคงรับใช้ทีมชาติโครเอเชียต่อไป หากแต่ในฟุตบอลโลก 2026 จะได้เห็นโมดริชที่จะมีอายุถึง 41 ปี ในสนามหรือไม่นั้นคงต้องติดตามกันต่อไป 
Learning_from_WC_2022_SPACEBAR_Photo04_e8e8e79129.jpeg
AFP
  • เทคโนโลยี ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ สยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของแฟนบอล  

ในฟุตบอลโลก 2022 นับเป็นการแข่งขันที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจของ กรรมการตัดสินในสนามถูกต้องและแม่นยำมากที่สุดทั้งลูกล้ำหน้า ลูกที่ออก หรือ แม้แต่ลูกที่อยู่ในจุดตัดสินใจไม่ได้ว่าล้ำหน้า หรือ ไม่ล้ำหน้า
 
โดยระบบ ที่น่าสนใจมากที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ไม่ใช่ VAR หากแต่เป็น เทคโนโลยี SAOT ที่จับล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ (Semi-automated offside technology ) เทคโนโลยีที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ผู้ตัดสินและผู้กำกับเส้น เพื่อช่วยให้ได้ตัดสินในเรื่องของการล้ำหน้าได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

สำหรับหลักการทำงานของระบบช่วยตัดสินล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ หรือ SAOT นั้นจะใช้กล้อง 12 ตัวที่จะติดตั้งอยู่ใต้หลังคาสนามเพื่อติดตามลูกฟุตบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 กล้องทุกตัวจะช่วยให้จับตำแหน่งข้อมูลของผู้เล่นแต่ละคนได้ถึง 29 จุด จำนวน 50 ครั้งต่อวินาที โดยคำนวณจากตำแหน่งที่นักฟุตบอลอยู่ในสนาม
 
ตำแหน่งทั้ง 29 จุดที่ถูกจับจะรวมแขนขาและทุกจุดที่จะเกี่ยวกับการการตัดสินว่าล้ำหน้าหรือไม่ ขณะที่ลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขัน จะมีการเติมเซ็นเซอร์แบบ ‘Inertial Measurement Unite’ (IMU) เข้าไปด้านในเซ็นเซอร์ จะตรวจจับเหตุการณ์การล้ำหน้าที่ก้ำกึ่งโดยจะส่งข้อมูลกลับไปยังห้องปฏิบัติการ 500 ครั้งต่อวินาที ทำให้สามารถตรวจจับตำแหน่งการเตะลูกฟุตบอล (การเปิดบอลก่อนล้ำหน้า) ได้อย่างแม่นยำโดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปสู่การประมวลผลโดยระบบ  AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกนำมาใช้สำหรับการเตือนการล้ำหน้าแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะส่งข้อมูลให้แก่ทีม VAR ที่อยู่ในห้องปฏิบัติการ
 
การตัดสินที่ชัดเจนนี้ทำให้ลดข้อกังขา และจำนวนแฟนบอลที่ออกมาแสดงความไม่พอใจกับคำตัดสินของกรรมการได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าจดจำในฟุตบอลโลกหนนี้. 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์