ทำไมเทรนด์เลี้ยงสัตว์เหมือน ‘ลูก’ กำลังสะเทือนโลก

22 พ.ย. 2565 - 13:06

  • ในอดีต คนเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อใช้งานต่างๆ เช่น เฝ้าบ้าน เป็นเพื่อนแก้เหงา ฯลฯ ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์เลี้ยงกับมนุษย์แน่นแฟ้นถึงขั้นที่ ‘มนุษย์’ ยอมทำทุกอย่างเพื่อสัตว์เลี้ยงที่เป็นเสมือน ‘ลูกรัก’ ในฐานะ ‘Pet Parents’

  • มีหลายงานวิจัยที่ชี้ตรงกันว่า การเลี้ยงสัตว์ช่วยลดความเครียดวิตกกังวลและเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการบำบัดสุขภาพทางใจ (Pet Therapy)

Pet_Parents_are_driving_the_global_economy_SPACEBAR_Thumbnail_520c661709.jpeg
เชื่อไหมว่า ทุกวันนี้เหล่าทาสหมาแมวกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างคึกคัก มูลค่าของธุรกิจเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยงหรือเพ็ทแคร์ในปี 2022 นี้ มีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 2,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 9.8 หมื่นล้านบาท


เทรนด์นี้เกิดจากอะไร?

จากการสำรวจในปี 2021 โดย The Harris Poll บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก พบว่า 90% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงคิดว่าสุนัขและแมวของพวกเขาเป็นสมาชิกของครอบครัว และความเป็นสมาชิกในครอบครัว หมายความว่าสุนัขและแมวได้รับความรัก ความห่วงใยจากคนเลี้ยงไม่ต่างจากคนด้วยกัน 

นี่คือปรากฏการณ์ Pet Humanization หรือการทรีตสัตว์เลี้ยงเป็นเสมือนกับมนุษย์คนหนึ่ง จากในอดีต คนเราเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อใช้งานต่างๆ เช่น เฝ้าบ้าน เป็นเพื่อนแก้เหงา ฯลฯ ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์เลี้ยงกับมนุษย์แน่นแฟ้นถึงขั้นที่ ‘มนุษย์’ ยอมทำทุกอย่างเพื่อสัตว์เลี้ยงที่เป็นเสมือน ‘ลูกรัก’ ในฐานะ ‘Pet Parents’
 

ส่องอินไซต์ Pet Parents คือใคร

1. โสด แต่งงานช้า และเลี้ยงสัตว์เสมือนลูกแท้ๆ
สำนักเทรนด์โลก WGSN เผยว่า คนเจนวายส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเมืองมีแนวโน้มจะแต่งงานช้า และหันมาเลี้ยงสัตว์แทนลูก แถมยังเรียกตัวเองว่า ‘ทาสหมา’ (Dog Butler) และ ‘ทาสแมว’ (Cat Slave) อย่างภูมิใจ เทรนด์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มเติบโตสักพักใหญ่ ข้อมูลสำรวจปี 2015 โดยบริษัทวิจัย GfK พบว่า คนเจนวายในสหรัฐฯ เลี้ยงหมาและแมวกันมากขึ้น คิดเป็น 5 ใน 7 ของครัวเรือนในกลุ่มคนรุ่นนี้ 

2. แพงแค่ไหนก็ยอมเปย์ (Proud to Pay)

ว่ากันว่าเลี้ยงลูกคนเดียวต้องใช้เงินหลายล้านบาทต่อปี ขณะที่การเลี้ยงสัตว์อาจประหยัดกว่าในช่วงแรกๆ American Kennel Club เผยว่า ค่าใช้จ่ายการเลี้ยงสุนัขขนาดเล็กในปีแรกอยู่ที่ราวๆ 2,674 ดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1 แสนบาท) ส่วนสุนัขขนาดกลางมีค่าใช้จ่ายถูกลงมาเล็กน้อย 1,580 ดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 6 หมื่นบาท) แต่รู้ไหมว่าเหล่าทาสยอมเปย์เพื่อให้หมาแมวแสนรักได้สุขสบายไม่ต่างจากที่พ่อแม่อยากให้ลูกได้กินได้ใช้แต่ของดีๆ เช่น ค่าอาหารพรีเมียมเดือนละเกือบ 1,400 บาท ถ้าอยู่ในนิวยอร์ก คุณต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกประมาณ 7,500 บาทเพื่อลงทะเบียนไมโครชิปให้กับสุนัขอีกด้วย

3. เติมเต็มช่องว่างที่ขาดหาย (Pet over People)
มีงานวิจัยมากมายที่เห็นตรงกันว่า การเลี้ยงสัตว์ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล (แต่อาจมีเรื่องปวดหัวเพิ่มขึ้นแทน) และกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการบำบัดสุขภาพทางใจ (Pet Therapy) นอกจากนี้ คนทั่วไปยังชอบดูคลิปและคอนเทนต์เกี่ยวกับหมาแมวและสัตว์เลี้ยงหลากหลายประเภท เพื่อความบันเทิงและผ่อนคลายความเครียดเช่นกัน

4. อยู่ด้วยกัน ไปด้วยกัน (Plan for Living)
ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา คนเจนวายกับเจนซียังเคยชินกับการใช้ชีวิตและทำแทบทุกกิจกรรมในบ้านหรือคอนโดฯ ตั้งแต่ทำงาน WFH จัดปาร์ตี้ฉลอง ไปจนถึงปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้รองรับสมาชิกใหม่อย่างสัตว์เลี้ยงกับต้นไม้ และคนรุ่นนี้ก็พร้อมทุ่มเททั้งเวลาและเงินไปกับการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับ ‘ลูกๆ’ อย่างเต็มที่ หากต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น พวกเขาจะนึกถึงความเป็นอยู่ของ ‘ลูกๆ’ เป็นอันดับแรกๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้รวมไปถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่ Pet-Friendly เช่นกัน 

มีเทรนด์และโอกาสอะไรบ้างที่แบรนด์ นักการตลาด และคนรักสัตว์เลี้ยงควรรู้ หาคำตอบได้ในรายงาน ‘PETAVERSE เปิดจักรวาลหมาแมวของเหล่าทาส’  
สรุปดาต้าและอินไซต์ที่ต้องรู้ ครบ จบในที่เดียวโดย SPACEBAR • DATAOPS

ดาวน์โหลดได้ที่: Petaverse

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์