คนไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับคำพูดที่ว่า “อย่าขี้เกียจ” “นอนยาวไม่ทำอะไรเลย ขี้เกียจสันหลังยาวจริงๆ” หรือ “ลูกบ้านนั้นขยันจะตาย ดูลูกบ้านนี้สิ” พอฟังคำพูดคำสั่งสอนเชิงลบบ่อยเข้าบางครั้งการนั่งเฉยๆ เพียงครึ่งชั่วโมงก็ทำให้รู้สึกผิดแม้งานของวันนั้นจะเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตาม หลายคนเลือกที่จะเปิดคอมฯ ทิ้งไว้ ตอบข้อความหลังเวลาเลิกงาน หรือหาอะไรทำตลอดเวลาเพื่อให้ตัวเองดูเป็นคนกระตือรือร้นทั้งที่ร่างกายและสมองอาจกำลังต้องการพักอย่างจริงจัง
งานวิชาการที่เผยแพร่ในวารสาร Neuroscience & Biobehavioral Reviews ปี 2026 โดย Nathalie André จากมหาวิทยาลัยปัวตีเยร์และคณะ เสนอว่า มนุษย์ไม่ได้หลีกเลี่ยงความพยายามทุกชนิดแต่มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความพยายามที่รู้สึกว่า ‘ไม่คุ้มค่า’ สมองจะเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับกับต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อเลือกว่าจะลงแรงต่อ หยุด หรือเก็บทรัพยากรไว้ใช้กับเรื่องอื่น
ต้นทุนที่สมองนำมาคำนวณไม่ได้มีเพียงความเหนื่อยทางร่างกายแต่ครอบคลุมทั้งพลังงานที่ใช้ ความคิดและสมาธิที่ต้องทุ่มเทให้ เวลา ความเร่งรีบ ความอ่อนล้าทางกายและใจ ความเจ็บปวด ความหงุดหงิดจากการเสียโอกาสไปทำสิ่งอื่น รวมถึงความเสี่ยงและความวิตกกังวลที่อาจตามมา ต้นทุนบางส่วนวัดได้จริงขณะที่บางส่วนขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้สึกของแต่ละคน
มุมมองนี้อธิบายพฤติกรรมคนทำงานไทยได้อย่างน่าสนใจ เช่น พนักงานคนหนึ่งอาจไม่มีแรงทำรายงานที่ต้องแก้ซ้ำหลายรอบโดยไม่เคยได้รับคำอธิบายว่าเอาไปใช้ทำอะไรแต่กลับมีพลังทำโปรเจกต์ส่วนตัวจนดึก หรือบางคนไม่อยากเข้าประชุมที่ไม่มีวาระชัดเจนแต่สามารถทุ่มเทหลายชั่วโมงให้กับงานที่เห็นผลลัพธ์ตรงหน้า พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นไม่มีความขยันแต่อาจเป็นเพราะสมองประเมินว่างานหนึ่งให้คุณค่าหรือความหมายมากกว่าอีกงานหนึ่ง
ในสังคมการทำงานในไทยความขยันยังมักถูกวัดจากสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้ เช่น ใครมาถึงก่อน ใครกลับหลังสุด ใครตอบแชตเร็ว หรือใครยอมรับงานเพิ่มโดยไม่ปฏิเสธ ทั้งที่การอยู่ที่ทำงานนานไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างผลงานได้มากกว่าเสมอไป ข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศเคยสะท้อนว่าคนทำงานในไทยจำนวนมากมีชั่วโมงทำงานยาวนาน และการทำงานเกินเวลายังเกี่ยวข้องกับทั้งโครงสร้างค่าจ้างและการพึ่งพารายได้จากโอทีไม่ได้เกิดจากความมุ่งมั่นส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ใกล้ตัวคือ ‘แชตงาน’ หลายคนอาจรีบตอบข้อความตอนกลางคืน ไม่ใช่เพราะงานเร่งด่วนแต่เพราะกลัวถูกมองว่าไม่รับผิดชอบ ขณะที่บางคนเลือกปิดการแจ้งเตือนและตอบในวันถัดไป พฤติกรรมแบบหลังอาจดูเหมือนไม่กระตือรือร้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็คือการรักษาพลังและสมาธิเพื่อจะได้กลับมาทำงานได้ดีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม การพักจึงไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งตรงข้ามกับความขยันแต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถใช้คำว่า ‘ไม่คุ้ม’ เป็นเหตุผลเลี่ยงหน้าที่ทุกอย่าง เพราะบางงานอาจเหนื่อย น่าเบื่อ หรือยังไม่เห็นผลในทันทีแต่จำเป็นต่อเป้าหมายระยะยาว งานวิจัยก่อนหน้านี้ยังอธิบายด้วยว่าความพยายามสามารถเป็นทั้งต้นทุนและสิ่งที่มนุษย์ให้คุณค่า โดยเฉพาะเมื่อมันนำไปสู่ความสำเร็จ การเรียนรู้ หรือความรู้สึกภาคภูมิใจ
แทนที่จะรีบติดป้ายว่าตัวเองหรือคนอื่น ‘ขี้เกียจ’ อาจลองพิจารณาใหม่ว่า ที่เหนื่อยเพราะพักไม่พอ เพราะงานนี้มีเป้าหมายชัดเจนหรือไม่ หรือกำลังเสียพลังไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น มนุษย์ไม่ได้มีพลังงานไม่จำกัด การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพยายามเต็มที่และเมื่อไหร่ควรวางมือจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ บางครั้งการพักก็คือการเก็บแรงไว้ให้กับเรื่องที่สำคัญและคุ้มค่ากว่าในวันข้างหน้า




