จากกรณีดราม่าที่กำลังเป็นที่จับตามองของสังคมระหว่าง ติณติณ สมาชิกวง NEW COUNTRY และ ฟารีดา เกี่ยวกับข้อสงสัยเรื่องบุตรในครรภ์ ล่าสุดทั้งคู่ได้เดินทางเข้ารับการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมที่ Bangkok Cytogenetics Center เมื่อช่วงเช้าวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจาก หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรรายการโหนกระแส มอบหมายหน้าที่ให้ทีมงานรายการเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าใครคือบิดาของเด็กในครรภ์
ภายหลังเข้ารับการตรวจทีมแพทย์ได้แถลงรายละเอียดว่าฟารีดาได้เข้ารับการเจาะเลือด ขณะที่ติณติณใช้วิธีเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมจากกระพุ้งแก้มหรือ Buccal Swab ก่อนนำตัวอย่างทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม โดยจะส่งไปตรวจยังห้องปฏิบัติการเฉพาะทางในฮ่องกงและใช้เวลารอผลประมาณ 10-14 วัน
แพทย์ยังระบุด้วยว่าการตรวจดังกล่าวเป็นการพิสูจน์ความเป็นบิดาของทารกในครรภ์แบบไม่รุกล้ำ (Non-Invasive Prenatal Paternity Test) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเจาะน้ำคร่ำของมารดาเหมือนในอดีต ช่วยลดความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์และมีความแม่นยำสูงถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์
ประเด็นดังกล่าวทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่าปัจจุบันสามารถตรวจ DNA ของทารกในครรภ์ได้จริงหรือไม่ และหากไม่ได้เจาะน้ำคร่ำแล้วทางแพทย์ใช้วิธีใดในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างเด็กกับผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นบิดา
คำตอบอยู่ที่เทคโนโลยีการตรวจที่เรียกว่า Non-Invasive Prenatal Paternity Test หรือการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาของทารกในครรภ์แบบไม่รุกล้ำซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศเนื่องจากมีความปลอดภัยสูงกว่าวิธีดั้งเดิม
โดยธรรมชาติแล้วในระหว่างการตั้งครรภ์จะมีชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของทารกหรือที่เรียกว่า Cell-Free Fetal DNA (cffDNA) หลุดออกมาปะปนอยู่ในกระแสเลือดของมารดา นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถเก็บตัวอย่างเลือดของหญิงตั้งครรภ์เพื่อนำ DNA ของทารกมาวิเคราะห์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปเก็บตัวอย่างจากตัวทารกโดยตรง
หลังจากได้ตัวอย่างเลือดของมารดาแล้วห้องปฏิบัติการจะใช้เทคโนโลยีทางพันธุศาสตร์แยก DNA ของทารกออกจาก DNA ของมารดา ก่อนนำไปเปรียบเทียบกับ DNA ของชายที่ถูกระบุว่าเป็นบิดาซึ่งในกรณีของติณติณนั้นใช้วิธีเก็บตัวอย่าง DNA ผ่านเซลล์เยื่อบุกระพุ้งแก้ม วิธีดังกล่าวเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด
ข้อดีสำคัญของการตรวจรูปแบบนี้คือความปลอดภัยเนื่องจากไม่ต้องใช้เข็มเจาะเข้าไปในถุงน้ำคร่ำหรือรกเหมือนการตรวจแบบรุกล้ำที่เคยใช้ในอดีต ซึ่งแม้จะมีความแม่นยำสูงเช่นกันแต่ก็มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรวมถึงความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรในบางกรณี
การตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาระหว่างตั้งครรภ์ยังคงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องอาศัยเทคโนโลยีการวิเคราะห์สารพันธุกรรมขั้นสูงรวมถึงห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล โดยในหลายประเทศยังต้องส่งตัวอย่างไปตรวจยังศูนย์เฉพาะทางในต่างประเทศเช่นเดียวกับกรณีของติณติณและฟารีดาที่จะส่งตัวอย่างไปตรวจที่ฮ่องกง
เหตุผลที่กรณีของติณติณและฟารีดาได้รับความสนใจอย่างมากส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมกำลังรอติดตามคำตอบจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลังมีการโต้แย้งและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นบิดาของเด็กในครรภ์ การตรวจ DNA จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยุติข้อถกเถียงและช่วยให้ทุกฝ่ายได้รับคำตอบที่ชัดเจนบนพื้นฐานของข้อมูลทางการแพทย์ที่ตรวจสอบได้
สำหรับผลตรวจที่มีความแม่นยำ 99.99 เปอร์เซ็นต์นั้นถือเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยหากผลตรวจยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดก็จะสามารถใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีน้ำหนักสูง ขณะที่หากผลตรวจไม่สอดคล้องกันก็จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน
กรณีของติณติณและฟารีดาจึงไม่เพียงเป็นข่าวที่สังคมกำลังจับตาเท่านั้นแต่ยังทำให้หลายคนได้รู้จักเทคโนโลยีการตรวจ DNA ทารกในครรภ์ที่ทันสมัยและปลอดภัยมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์และการแพทย์ยุคใหม่ที่สามารถเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการช่วยค้นหาความจริงและลดข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นผ่านหลักฐานที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะนี้สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรวมถึงสาธารณชนกำลังรอคอยคือผลตรวจอย่างเป็นทางการในอีก 10-14 วันข้างหน้าซึ่งจะเป็นคำตอบสำคัญของประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง และอาจเป็นจุดสิ้นสุดของข้อสงสัยที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา




