มีเสียงแว่วมาตามลม ถึงความเคลื่อนไหวของ ‘ฝ่ายค้าน’ ปลายปี 2569 มีรายงานระบุว่า ‘พรรคประชาชน’ กำลังพิจารณายื่นญัตติ ‘อภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ’ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนจะมีการเปิดศึก ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ตามมาตรา 151 ระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า จะเป็นการเปิดประเด็นตรวจสอบ ‘รัฐบาลอนุทิน’ ล่วงหน้า ก่อนเข้าสู่เวทีการลงมติชี้ขาดความไว้วางใจ
แม้ข้อมลดังกล่าว จะเป็นกระแสข่าวหรืออาจเป็นเพียงแนวคิดของแกนนำบางส่วนใน 'พรรคสีส้ม’ แต่หากมีการขยับเดินหน้าจริง ก็เท่ากับว่าฝ่ายค้านอาจเลือกเปิด ‘ศึกตรวจสอบรัฐบาลสองระลอก’ โดยใช้ช่วงเวลาประมาณหนึ่งเดือน ในการกระทุ้งสาระความบกพร่องของรัฐบาลเป็นการโหมโรง และเลี้ยงกระแสนำหน้าไป
ซึ่งการเพิ่มเวที ม.152 นั้นเป็นไปตามกลไกที่รัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องไว้ เปรียบเสมือน ‘อาวุธทางการเมือง’ ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ถูกนำมาใช้เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อซักถามข้อเท็จจริงและสะท้อนปัญหาการบริหารประเทศของรัฐบาลแต่ละยุค จนหลายครั้งกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตา
ย้อน 5 ครั้ง ม.152 ใช้ตรวจสอบรัฐบาลเรื่องอะไร
นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลบังคับใช้ มีการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ที่เกิดขึ้นแล้ว 5 ครั้ง ตั้งแต่รัฐบาล ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ไปจนถึงรัฐบาล ‘เศรษฐา ทวีสิน’ โดยแต่ละครั้งมีประเด็นสำคัญแตกต่างกัน
ครั้งที่ 1 ปมถวายสัตย์ปฏิญาณ
การอภิปรายครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นรัฐบาลสมัยที่ 2 ของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่อง ‘การถวายสัตย์ปฏิญาณ’ ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยมี ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคอนาคตใหม่’ สองพรรคแกนนำฝ่ายค้านในขณะนั้น ร่วมตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงข้อสงสัยดังกล่าวต่อรัฐสภา
ครั้งที่ 2 เศรษฐกิจและปัญหาการบริหารประเทศ
ฝ่ายค้านใช้เวทีนี้ตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก ‘โควิด-19’ และ ‘ความขัดแย้งทางการเมือง’ ที่กำลังขยายตัว โดยสิ่งที่ 'พรรคเพื่อไทย' และ 'พรรคก้าวไกล' ยกประเด็นตรวจสอบจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องปากท้อง แต่รวมถึงการรับมือกับแรงกดดันจากสังคมด้วย
ครั้งที่ 3 ค่าครองชีพและผลงานรัฐบาล
ปัญหาเศรษฐกิจ ราคาสินค้า และความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหัวข้อสำคัญในการอภิปราย ‘ฝ่ายค้าน’ ตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการบริหารประเทศและมาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาล ในช่วงที่ประชาชนเผชิญภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ครั้งที่ 4 ตรวจการบ้านรัฐบาลก่อนเลือกตั้ง
การอภิปรายเกิดขึ้นใน ‘ช่วงปลายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์’ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2566 ฝ่ายค้านรวบรวมข้อวิจารณ์ผลงานรัฐบาล ทั้งเศรษฐกิจ การใช้งบประมาณ และการบริหารราชการแผ่นดิน เวทีนี้จึงเป็นทั้งการตรวจสอบรัฐบาลและการนำเสนอข้อวิจารณ์ต่อสาธารณะก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง
ครั้งที่ 5 รัฐบาลเศรษฐา 'ครหาชั้น 14'
ขณะที่ ‘พรรคก้าวไกล’ ในฐานะฝ่ายค้านขณะนั้น เปิดเวทีตรวจสอบผลงานรัฐบาล ‘เศรษฐา ทวีสิน’ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน โดยหยิบยกทั้งนโยบายที่หาเสียงไว้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และข้อกังขาเกี่ยวกับหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีการเดินทางกลับประเทศไทยของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ขึ้นมาตั้งคำถามต่อรัฐบาล เพื่อทวงถามคำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชน และตรวจสอบว่าสิ่งที่ประกาศไว้จะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด
จากทั้ง 5 ครั้ง จะเห็นว่ามาตรา 152 ถูกใช้กับประเด็นหลากหลาย ตั้งแต่ข้อกฎหมายไปจนถึงปัญหาปากท้องและผลงานรัฐบาล แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ‘ฝ่ายค้าน’ สามารถเปิดประเด็นและเรียกร้องคำชี้แจงได้ โดยไม่ต้องรอให้ถึงขั้นลงมติไม่ไว้วางใจ แบบก่อนหน้านี้
ตี ‘เหล็ก’ ต้องตีตอน ‘ร้อน’
สำหรับความแตกต่างระหว่างมาตรา 152 กับมาตรา 151 อยู่ที่ทั้งจำนวนเสียงที่ใช้ยื่นญัตติและผลของการอภิปราย
- มาตรา 152 กำหนดให้ สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ
- ส่วนมาตรา 151 ต้องใช้เสียง สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่นำไปสู่การลงมติของสภาได้
ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ม.152 จึงเป็นช่องทางที่ฝ่ายค้านเลือกใช้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงประเด็นต่างๆ โดยไม่ต้องมุ่งไปสู่การลงมติชี้ขาดความไว้วางใจโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังอาจเป็นจังหวะ ‘ตีเหล็กตอนร้อน’ หยิบยกข้อครหาในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญเสียงวิจารณ์หรือถูกจับตาในแง่ลบ เพื่อขยายประเด็นสู่สาธารณะและเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองได้ด้วย
อนึง การอภิปรายไม่ได้จบลงแค่การถามและตอบในห้องประชุม เพราะประเด็นที่ถูกหยิบยกสามารถถูกนำไปขยายผลต่อผ่านการถ่ายทอดสด ข่าว และการถกเถียงในสังคม
หากฝ่ายค้านมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้และชี้ให้เห็นผลกระทบต่อประชาชน ประเด็นเหล่านั้นก็อาจสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลต้องชี้แจงต่อสาธารณะ แม้ผลการอภิปรายในสภาจะไม่มีการลงมติก็ตาม
ในทางกลับกัน หากข้อกล่าวหาไม่มีหลักฐานรองรับ หรือไม่สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาที่ประชาชนเผชิญได้ การอภิปรายก็อาจไม่สร้างแรงกระเพื่อมอย่างที่คาดหวัง
สำหรับรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภา การรักษาเสียงในการลงมติเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การตอบข้อสงสัยและรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผลทางการเมืองจากการอภิปรายจึงไม่ได้วัดจากคะแนนในสภาเพียงอย่างเดียว
ตามรายงานเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ‘พรรคประชาชน’ กำลังพิจารณาแนวทางยื่น ม.152 ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจตาม ม.151 มีกรอบเวลาระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม และสภามีกำหนดปิดสมัยประชุมวันที่ 22 ธันวาคม
ช่วงเวลาที่เหลือจึงเป็นโจทย์ของฝ่ายค้านว่าจะเลือกเปิดเวทีอภิปรายทั่วไปก่อนหรือไม่ รวมถึงจะจัดลำดับประเด็นอย่างไรไม่ให้ซ้ำซ้อนกับ การซักฟอกใหญ่
มุมช่างฝีมือเขารู้กัน ว่าเมื่อ ‘เหล็ก’ กำลัง ‘ร้อน’ จังหวะลงค้อนย่อมสำคัญไม่แพ้แรงตี…เช่นเดียวกับเกมการเมืองที่ทุกจังหวะอาจเปลี่ยนกระแสได้เสมอ




