กรณี นิด้าโพล เผยผลสำรวจเรื่อง มีความหวังหรือหมดหวังกับพรรคการเมือง ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-14 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)
โดยพบว่าในด้านความหวังของประชาชนต่อพรรคการเมืองที่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน (ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) ในการแก้ปัญหาของประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.91 ระบุว่า หมดหวังแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.19 ระบุว่า ค่อนข้างหมดหวัง ร้อยละ 20.92 ระบุว่า ค่อนข้างมีความหวัง และร้อยละ 2.98 ระบุว่า มีความหวังมาก
ประเด็นดังกล่าว ปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่าผลสำรวจของนิดาโพลสะท้อนความล้มเหลวของการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นช่วงที่ประชาชนผิดหวังรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ทั้งต่อฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
โฆษกพรรคไทยสร้างไทย มองว่าความผิดหวังที่ผ่านมามักเกิดจากปัญหาทุจริตและเศรษฐกิจ แต่หลังการเลือกตั้งปี 2566 ความผิดหวังกลับมาจากการที่ทุกฝ่ายการเมืองผิดคำสัญญา ทำให้ประชาชนสิ้นศรัทธา แม้จะเลือกตั้งด้วยความหวัง แต่เพียงสองปีกว่าความหวังกลับพังทลายเพราะนักการเมืองขาดความสุจริต
โฆษกไทยสร้างไทย ย้ำว่าทุกพรรคต้องทบทวนตัวเอง พรรคไทยสร้างไทยมีการปรับทิศทางเน้นผลักดันการเมืองไทยไปสู่การเมืองที่สุจริต ตรงไปตรงมา และเน้นนโยบายที่ทำได้จริง พร้อมเชื่อว่าประชาชนต้องการความจริงใจในการทำงานมากกว่าคำสัญญาที่ไร้ความรับผิดชอบ
ปริเยศ ยังมองว่า ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะหลุดจากตำแหน่งหรือไม่ ประเทศก็ไม่ได้อะไรจากการทำงานรัฐบาลตลอด 2 ปีที่ผ่านมาอยู่แล้ว และหากเป็นผู้นำประเทศอื่นคงไม่ปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามมาจนถึงเวลานี้ ดังนั้นการไม่ลาออกของนายกรัฐมนตรีจึงเท่ากับเป็นบรรทัดฐานของรัฐบาลชุดนี้ว่าไม่พร้อมรับผิดชอบใดๆ
“มองว่าหากเพื่อไทยยังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะสร้างความชอบธรรมคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ผ่านมาแก้ปัญหาเพื่อตัวเองมากกว่าประชาชน ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเองก็คงต้องทบทวนท่าทีของแต่ละพรรคในอนาคตเช่นกัน เนื่องจากทุกพรรครัฐบาลมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน”
— โฆษกไทยสร้างไทย กล่าว




