'คดี 44 สส.ก้าวไกล' เบิกความ '2 งูเห่า' แฉยับ วัตถุประสงค์ 'ผู้นําทางจิตวิญญาณ'

20 ต.ค. 2569 - 14:24

  • ไต่สวนพยานนัด 3 ฝ่าย 'ป.ป.ช.' เบิกความ '2 งูเห่า' เผย มี 5 คนไม่ลงชื่อ จนถูกกองทัพ IO กระทืบ คาดกลุ่ม 'ปฏิปักษ์สถาบัน' โน้มน้าว สส. เป็นกลุ่มเดียวกับคณะจัดทําร่าง มอง วัตถุประสงค์ 'ผู้นําทางจิตวิญญาณ' ลดเกราะกำบังสถาบัน แฉ พรรคสั่งเอาตำแหน่งประกัน 'แกนนำม็อบ-ระดมทุนช่วยเคลื่อนไหว'

  • ด้าน 'พ่อมดดำ' แจงขั้นตอนธุรการ รับ สภาไม่มีอํานาจวินิจฉัย ร่าง กม.ขัด รธน.หรือไม่ แต่ จนท.ให้ความเห็นได้ หากพบข้อบกพร่อง

'คดี 44 สส.ก้าวไกล' เบิกความ '2 งูเห่า' แฉยับ วัตถุประสงค์ 'ผู้นําทางจิตวิญญาณ'

ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานครั้งที่ 3 คดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ฝั่งผู้ร้องมีตัวแทนสำนักงาน ป.ป.ช.มาศาล และฝั่งผู้คัดค้านที่เดินทางมา อาทิ สุรวาท ทองบุ , องค์การ ชัยบุตร , นายจรัส คุ้มไข่น้ำ , สุเทพ อู่อ้น , สมเกียรติ ถนอมสินธุ์, นิติพล ผิวเหมาะ และ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ซึ่งส่วนใหญ่มีทนายความที่ได้รับมอบอำนาจมาศาล ยกเว้น ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นทนายความด้วยตัวเอง

การไต่สวนพยานวันนี้ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง เป็นพยานจากฝ่าย ป.ป.ช. จำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย สุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง, คารม พรหมพรกลาง อดีตรองโฆษกรัฐบาล และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และ เกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ปัจจุบันสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และนัดต่อไปในวันที่ 27 ต.ค. 69 เวลา 09.30 น.

โดยศาลและผู้ร้องได้มีการซักถามสุชาติถึงกระบวนการยื่นเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย และอํานาจหน้าที่ของประธานสภา ตลอดจนกระบวนการด้านธุรการแต่ละขั้นตอน

ขณะที่ฝ่ายผู้คัดค้านซักสุชาติ ถึงอํานาจในการวินิจฉัย โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขข้อบกพร่องของร่างแก้ไขที่พรรคได้ยื่นเสนอไปนั้น ทั้งฝ่ายธุรการ สํานักกฎหมายสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีอํานาจวินิจฉัย ว่าร่างแก้ไขกฎหมายขัด หรือแย้งรัฐธรรมนูญโดยตรง ใช่หรือไม่ ซึ่งสุชาติยอมรับ แต่ยืนยันว่า ไม่ได้ตัดสินเองแบบนั้น และในส่วนการสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่อง เจ้าหน้าที่สามารถเสนอความคิดเห็นได้

เมื่อทนายความฝั่งผู้คัดค้านพยายามนําเอกสารที่สภาผู้แทนราษฎรส่งออกไปภายนอก มาเปรียบเทียบความบันทึกข้อความซึ่งสํานักเลขาธิการเป็นผู้ส่งออกมาให้ 44 สส. โดยมีรายละเอียดของตราครุฑที่ไม่เหมือนกัน และในส่วนความเห็นนั้น ถูกใส่ไว้ในบันทึกข้อความ สุชาติย้ำว่า เป็นเรื่องทางธุรการ พร้อมยืนยันว่า ตนเองมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องตรวจสอบตามขั้นตอนก่อนการบรรจุ

ธีรัจชัยยังถามสุชาติ กรณีคณะเอกสารสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการประสานงาน ที่สุชาติสั่งให้ตั้งขึ้น เพื่อศึกษาเทียบเคียงกับแนวทางคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความเห็นว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่มีข้อความโดยตรง ระบุถึงการแก้ไขมาตรา 112 ว่าเป็นเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง และเจ้าหน้าที่สภาไม่ได้แนบเอกสารรายงานดังกล่าวมาให้สุชาติ ทั้งที่เอกสารสําคัญ และเป็นคุณกับฝ่ายผู้คัดค้านใช่หรือไม่ แต่สุชาติตอบว่า จําไม่ได้ว่าได้เห็นเอกสารนี้หรือไม่

ธีรัจชัยจึงถามถึงขั้นตอนของคณะกรรมการจริยธรรมสภา เนื่องจากตามแนวทางปฏิบัติ หาก สส.ถูกกล่าวหาเรื่องฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม จะต้องนําเข้าคณะกรรมการดังกล่าวก่อนใช่หรือไม่ สุชาติกล่าวว่าถูกต้อง และสุชาติ ยังไม่เคยส่งเรื่องดังกล่าว ไปให้ ป.ป.ช.หรือสั่งเจ้าหน้าที่ให้นําเข้าคณะกรรมการจริยธรรมสภาด้วย เพราะ ป.ป.ช.ไม่ได้ถามสุชาติเรื่องนี้

สําหรับการเบิกความของคารม ฝั่งศาลและผู้ร้อง ซักถามถึงการที่เคยเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่เคยเสนอแก้ไขกฎหมายอื่นนอกเหนือจากมาตรา 112 กระบวนการดังกล่าวมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง คารมแจกแจงว่า พรรคจะมีคณะผู้จัดทําร่างแก้ไขกฎหมายต่างๆ แล้วจึงนํามาให้ สส.เซ็นชื่อ เป็นการเสนอในนามพรรค ซึ่งก่อนหน้านั้น ก็จะมีการประชุมเพื่อหารือ หรือลงมติ เพื่อให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น

สําหรับการแก้ไขมาตรา 112 นี้ มี 5 คน ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ เช่น ตนเอง นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ และ เกษมสันต์ มีทิพย์ เป็นต้น โดยเหตุผลที่ตนเองไม่ร่วมลงชื่อนั้น เพราะเมื่อมาทํางานการเมือง และมีวุฒิภาวะมากขึ้น จึงได้เห็นว่า สส. ไม่สามารถทําได้ทุกอย่าง ไม่เช่นนั้น รัฐธรรมนูญอาจจะถูกแก้ได้โดย สส.

แม้จะมีมติของพรรคการเมือง แต่ สส.มีเอกสิทธิ์ ที่จะแสดงความไม่เห็นด้วย รวมถึงการเสนอกฎหมาย อย่างไรก็ดี เมื่อตนเองโดนเตะออกจากกลุ่มไลน์ ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมต่อการแก้ไขดังกล่าว ศาลยังถามอีกว่า พรรคก้าวไกลมีศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไม่ คารม กล่าวว่า ไม่ทราบ

ฝ่ายผู้ร้องยังถามคารมถึงช่วงที่มีการชุมนุมปฏิรูปสถาบัน โดยแกนนําของพรรคได้เข้าร่วม และใช้ตําแหน่งประกันตัวเยาวชนออกมา ทําให้ได้รับเสียงชื่นชมจึงนําเรื่องดังกล่าวมาเสนอเป็นกฎหมายแก้ไขมาตรา 112

โดยคารมอธิบายว่า สมัยพรรคอนาคตใหม่ ยังไม่มีเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 และหลังที่ตนเองไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมพรรคแล้ว เพราะไม่เห็นด้วยกับผู้บริหาร ตนเองยังเคยถูกมอบหมายให้ใช้ตําแหน่งประกัน พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักกิจกรรมทางการเมืองด้วย แต่ตนเองไม่ได้ทำ

ฝ่ายผู้ร้องจึงถามย้ำอีกว่าสําหรับ สส.ที่ไม่ร่วมลงชื่อ พรรคจะมีการดําเนินการอย่างไร คารมย้ำว่า ตลอดกระบวนการตนเองไม่ได้มีส่วนร่วม เพราะไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก จากนั้นจึงโดนคนรักพรรคถล่ม และด่าทอเรื่องไม่เป็นจริง แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้ หรือดำเนินคดี "เขาเห็นว่าผมเป็นงูเห่า ออกจากพรรคเพื่อเอาตัวรอด แม้ 44 สส.ไม่ได้เป็นผู้กระทํา แต่เป็นบริวาร เครือข่าย"

ธีรัจชัยจึงถามถึงขณะที่คารมเป็น สส. พรรคก้าวไกลก่อนจะมีการยื่นแก้ไขมาตรา 112 ตนเองได้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่พร้อม ๆ กับคารม และตนเองได้มีการแสดงความไม่เห็นด้วยมาเสมอ คารม ระบุว่า การพูดคุยแก้ไขกฎหมายบางอย่างนั้น ธีรัจชัยเคยเห็นคล้ายกับตนเองว่า ควรงดออกเสียง จึงมองว่า ธีรัจชัยไม่มีความคิดความอ่านเช่นนั้น และไม่เห็นด้วยกับพรรค

ขณะที่ทนายฝ่ายผู้คัดค้านถามคารมถึงการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทิน ชาญวีรกูล 2 ครั้งในอดีต คารม โหวตไว้วางใจ ซึ่งตรงข้ามกับ 44 สส. ซึ่งคารม ระบุว่า ใช่ ตนเองออกจากพรรคแล้ว จึงใช้เอกสิทธิ์ ส่วนเคยอ่านตัวร่างก่อนมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 หรือไม่ คารม ระบุว่า ไม่เคยเห็น

เมื่อซักพยานเกษมสันต์ ศาลได้ถามถึงเหตุผลในการที่ไม่ลงลายมือชื่อ เกษมสันต์ ตอบว่า โดยสามัญสํานึก เหตุการณ์ตอนนั้น ตนเองไม่สามารถลงชื่อได้ เพราะรู้เจตนาในใจเรา เห็นการเคลื่อนไหวทั้งนอกและในสภา พร้อมเปรียบว่า มาตรา 112 เป็นเกราะกําบังสถาบัน

แต่เรื่องวัตถุประสงค์นั้น เกษมสันต์ ไม่มีหลักฐานยืนยัน โดยกล่าวถึง น้องๆ ที่ออกไปประท้วง ได้มีการกระทําผิดจํานวนมาก เช่น การพ่นสีวัดพระแก้ว เผารูป และเขียนบอกตามสถานที่ต่าง ๆ ว่า ปฏิวัติไม่ใช่ปฏิรูป สะท้อนว่า สิ่งที่ผู้ชุมนุมอยากให้ประเทศนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้นําทางจิตวิญญาณ ถ้าเกราะลดลง น้อง ๆ ที่ติดคดีมาตรา 112 อาจจะใช้ตรงนี้ บีบสภาให้แก้ไขได้ จะเป็นก้าวหนึ่งที่ก้าวต่อไปสู่วัตถุประสงค์ปลายทาง

ฝ่ายผู้ร้องจึงถามเกษมสันต์ถึงการยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย โดยเกษมสันต์ ยืนยันว่าการแก้ไขมาตรา 112 คนที่ลงชื่อทราบแน่นอนถึงหลักการ ก่อนการเสนอ เพราะพรรคมีการนํามาให้อ่าน และถกในที่ประชุม โดยมักเป็นตัวแทน หรือผู้นําพรรค มาแจ้งเรื่องกระบวนการ เพราะเป็นงานพรรค นําไปประชาสัมพันธ์ เป็นของขายทางการเมือง เพื่อนําไปบอกต่อกับคนที่เลือกว่า ได้ทําแล้ว นอกจากนี้ ในการชุมนุมปฏิรูปสถาบัน พรรคยังได้สั่งให้รวบรวมเงินสนับสนุนกลุ่มเยาวชนด้วย

ทนายฝั่งผู้คัดค้านยังถามว่า หลังจากลาออกพรรคก้าวไกลแล้วเกษมสันต์ไปสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเกษมสันต์ ระบุว่า ใช่ และมีช่วงที่ลาออกจากพรรคภูมิใจไทย แล้วกลับไปสมัครใหม่ ซึ่งตอนนี้มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยอยู่

ส่วนการแคปหน้าจอไลน์ส่งให้ ป.ป.ช. แต่ไม่มีชื่อกลุ่มไลน์ปรากฏในภาพ ทั้งยังไม่มีการส่งโทรศัพท์ ให้ ป.ป.ช. ตรวจตามขั้นตอน ตรวจพยานหลักฐานอีกนั้น เกษมสันต์ ยอมรับเรื่องดังกล่าว และยอมรับอีกว่า ชื่อบัญชีไลน์ต่าง ๆ ที่ปรากฎนั้น เป็นชื่อที่ตนเองตั้งขึ้นเอง

ขณะที่สมเกียรติสอบถามว่า ถ้า สส.ไม่ลงชื่อในร่างแก้ไขกฎหมาย จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เกษมสันต์ กล่าวว่า "โดนกองทัพ IO กระทืบครับ ผมรู้ดี" ส่วนทราบชื่อคณะ หรือกลุ่มคน ที่จัดทําร่างกฎหมาย หรือทราบว่าเป็นฝ่ายไหน หรือไม่ เกษมสันต์ ระบุว่า พอทราบ แต่ไม่มีหลักฐาน คาดว่า คือฝ่ายที่พยายามโน้มน้าวให้ สส.ลงชื่อ

นอกจากนี้ เกษมสันต์ยังตอบทนายขององค์การและสุรวาท ว่าตามที่ได้เบิกความว่า สส. ทั้ง 44 คน ที่ร่วมลงชื่อในร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้หมายความว่า จะเห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้งหมด แล้วองค์การและสุรวาทถูกจัดอยู่ในกลุ่มไหน ของทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน 2. กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยแต่ยินยอมลงชื่อ และ 3.กลุ่มที่ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ แต่ยินยอมลงชื่อ เกษมสันต์ ตอบว่า ทั้ง 2 คนไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 แน่นอน แต่ไม่มั่นใจว่าเป็นกลุ่มที่ 2 หรือ 3 เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว และไม่ได้บันทึกไว้ทั้งหมด

ธีรัจชัยถามเกษมสันต์ด้วยถึงการถกเถียงในที่ประชุม สส. ก่อนมีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย โดยเกษมสันต์ ยืนยันว่า ทุกการประชุมมีคนคัดค้านแน่นอน แต่เรื่องว่า มีใครคัดค้านบ้าง หรือธีรัจชัยคัดค้านด้วยหรือไม่นั้น ตนเองจําไม่ได้

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ตนเองโดนเตะออกจากกลุ่มไลน์พรรค หลังไม่ร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา 256 (8) ซึ่งอาจส่งผลต่อหมวด 1 และ หมวด 2 น่าจะช่วงปลายปี 63 ตนเองก็ไม่ได้เข้าการประชุมพรรคอีก ในช่วงเสนอร่างแก้ไข ก็ทราบแต่การแจ้งผ่านไลน์เท่านั้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์