ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานครั้งที่ 2 ในวันนี้ (22 ก.ย.) คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ฝั่งผู้คัดค้าน ส่วนใหญ่มีทนายความที่ได้รับมอบอำนาจมาศาล อาทิ สุรวาท ทองบุ , องค์การ ชัยบุตร , จรัส คุ้มไข่น้ำ , สุเทพ อู่อ้น , พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ยกเว้น สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ไม่แต่งตั้งทนายความ และ ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นทนายความด้วยตัวเอง ส่วนฝั่งผู้ร้องมี พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาศาล
การไต่สวนพยานวันนี้ เป็นพยานจากฝ่าย ป.ป.ช. จำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย สุวัฒน์ คีรีวิเชียร อดีตนิติกร กลุ่มงานพระราชบัญญัติและญัตติ 1 สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร , สินี ส้มมี อดีตผู้อำนวยการสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และว่าที่ร้อยตำรวจตรี อาพัทธ์ สุขะนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นรองเลขาธิการสภาฯ ในขณะนั้น
โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง ในการไต่สวนนัดที่ 2 ประเด็นสำคัญที่มีการซักถามในห้องพิจารณาคดีคือ หลักวิธีปฏิบัติในการเสนอร่างกฎหมาย การวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายขัดหรือไม่ขัดกับรัฐธรรมเป็นอำนาจของใคร หรือหากพบข้อบกพร่องของร่างกฎหมายต้องแจ้งใคร ซึ่งเป็นดังกล่าวมีการซักถามอย่างละเอียดว่า ทางสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีการส่งหนังสือถึง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลในขณะนั้น และมีฐานะผู้ยื่นร่างขณะนั้น ว่าใครเป็นผู้รับหนังสือ และส่งถึงคนอื่นที่ร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่
นอกจากนี้ ยังซักถามถึงกรณีหนังสือที่มีการทำแจ้งไปยังพิธา ที่ไม่มีหัวเลข ขณะเดียวกันยังไม่ปรากฎการลงลายมือในหนังสือ เมื่อมีการรับหนังสือแล้ว รวมทั้งยังซักถามประเด็นที่พิธาได้ถอนร่างออกไป เมื่อถูกท้วงว่า เนื้อหามีข้อบกพร่อง แล้วไม่ได้ยื่นร่างกลับเข้ามาใหม่ จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ
และยังมีการซักถามข้อเท็จจริงว่า ขณะที่มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวนั้น ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง รวมถึงตลอดระยะเวลาที่พยานทั้ง 3 ปากรับราชการมา ก็ไม่เคยมีกรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาก่อน โดยพยานทั้ง 3 ปาก ยอมรับ
เมื่อทนายผู้คัดค้านได้ซักพยานถึงประเด็นการลงเลขในหนังสือราชการ ซึ่งถูกส่งไปยังภายนอก ว่าที่ ร.ต. อาพัทธ์ เบิกความว่า ตัวเลขที่ตนเองเข้าใจคือ ตัวเลขที่ระบุในเอกสารที่ส่งกันเป็นการภายใน ซึ่งสามารถสืบค้นย้อนหลังได้ว่า ใครเป็นผู้ส่ง
สำหรับเรื่องการตรวจสอบข้อบกพร่องของร่าง พ.ร.บ. ซึ่งทนายฝ่ายผู้คัดค้านซักพยานว่า เป็นการตีความตามความคิดเห็นและความเข้าใจของพยาน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกลุ่มงานฯ ที่ให้ความเห็นว่า เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. อาจจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงเสนอให้ประธานสภาฯ ไม่บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม
ช่วงหนึ่งธีรัจชัย ได้ซักค้านพยานคือ สินี ที่ให้ความเห็นดังกล่าวว่า เป็นการใช้ความคิดเห็น โดยอ้างประเพณีปฏิบัติ แต่ไม่มีการอ้างอิงข้อกฎหมายมาตราใดเลย ซึ่งพยานยอมรับว่า เป็นความคิดเห็น อ้างอิงข้อบังคับการประชุม เรื่องการเสนอร่างกฎหมายให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการถูกร้องในภายหลัง รวมถึงต้องเสนอข้อเท็จจริงต่อประธานสภาฯ ให้ครบถ้วน
ขณะที่พยานอีกปากคือ สุวัฒน์ เบิกความถึงขั้นตอนการส่งหนังสือแจ้งให้แก้ไขข้อบกพร่องแก่พิธาแต่ไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ จึงเดินทางไปพบที่ห้องประชุม สส. พรรคก้าวไกล ที่อาคารรัฐสภา แต่ก็ไม่พบพิธา จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของพรรค โดยมี ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ณ ขณะนั้น รับหนังสือไว้ และรับว่าจะนำไปแจ้งต่อพิธา
อย่างไรก็ตาม ทนายผู้คัดค้านได้ตั้งข้อสังเกตว่า พิธาไม่ได้ลงนามรับทราบในหนังสือดังกล่าว อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดว่า ได้แจ้งเนื้อหาในหนังสือให้ผู้คัดค้านอีก 43 คน ในฐานะผู้ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย ได้รับทราบด้วย
ด้าน สมเกียรติ ซักถามพยานทั้ง 3 ปากว่า เจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังพิธาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ได้ประสานมายังตนเองให้ทราบด้วยใช่หรือไม่ โดยพยานยอมรับว่า มีการส่งหนังสือถึงพิธาแต่เพียงผู้เดียว
ขณะที่ วราวุธ พินิจธนสาร ทนายความของ สุรวาท และ องค์การ ซักพยานทั้ง 3 ปากว่า ตามที่มีข้อความในหนังสือที่พิธาแจ้งมายังสำนักงานพระราชบัญญัติฯ ยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอไม่มีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่ในชั้นศาลมีข้อความเพิ่มว่า ‘พิธาและคณะ’ มีหลักฐานใดหรือไม่ว่า ผู้คัดค้านอื่นมีส่วนรับรู้ หรือร่วมกันทำหนังสือฉบับนี้ร่วมกับพิธา โดยพยานยอมรับว่า หนังสือดังกล่าวระบุชื่อพิธาแต่ผู้เดียว
นอกจากนี้ พยานยังได้อ้างอิงถึงหนังสือคำสั่งของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ในขณะนั้น คือ สุชาติ ตันเจริญ ซึ่งประธานสภาฯ ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานด้านการบรรจุร่าง พ.ร.บ. ทำให้การแจ้งความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ต่อ ชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ในขณะนั้น เป็นการแจ้งด้วยวาจา ที่ไม่ได้มีเอกสารมาถึงประธานสภาฯ โดยตรง
ธีรัจชัย ซักพยานว่า คำสั่งของสุชาติ เป็นเพียงการแจ้งให้ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. ถอนร่างกลับไปแก้ไขข้อบกพร่องตามที่เจ้าหน้าที่เสนอมา หากประสงค์จะเสนอร่างกฎหมายต่อ โดยคำสั่งดังกล่าวไม่ได้เป็นการยุติ ปฏิเสธ หรือปิดกั้น การเสนอร่างกฎหมายแต่อย่างใด และตั้งแต่มีหนังสือดังกล่าว ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ รวมถึงไม่ได้เสนอร่างแก้ไขกลับเข้ามาอีก จนกระทั่งมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาใช่หรือไม่ ซึ่งพยานยอมรับ
ทนายฝ่ายผู้ร้องได้ขออนุญาตศาลซักพยานเพิ่มเติมว่า การที่ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. ไม่ดำเนินการใดๆ ไม่ได้แปลว่า เป็นการถอนร่างออกไป แต่ต้องมีการทำหนังสือแจ้งการถอนร่างมาด้วยใช่หรือไม่ โดยสินีเบิกความว่า หากยังไม่ถอนร่าง ก็ยังถือว่าร่างนั้นยังไม่ตกไป จนกว่าจะยุบสภาฯ
ทนายฝ่ายผู้ร้อง จึงซักต่อไปว่า หมายความว่า ผู้เสนอร่างยังคงเจตนาที่จะเสนอร่างต่อใช่หรือไม่ แต่ศาลไม่อนุญาตให้ถาม
ธีรัจชัย ยังได้ซักถาม ว่าที่ ร.ต.อาพัทธ์ โดยอ้างถึง รายงานการประชุมของคณะกรรมการประสานงานภายในของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ซึ่งมีความเห็นของ ปิยะนาถ รอดมุ้ย และ สุวัฒน์ ระบุว่า จากในร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอ เป็นการเสนอลดบทกำหนดโทษ ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์เอง และคดีสามารถยอมความได้
แต่การที่สำนักงานฯ ใช้ถ้อยคำว่า ‘อาจ’ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการสรุปเอกสารที่ยังไม่มีข้อความใดสรุปโดยตรง ว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการบ่อนทำลายซึ่งอาจส่งผลไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีข้อความใดที่ตรงกับการแก้ไขมาตรา 112 เลย โดยพยานให้การยอมรับว่า มีความเห็นดังกล่าวปรากฏในรายงานการประชุมจริง
ในช่วงหนึ่ง นิธิยังได้ซักถาม ว่าที่ ร.ต. อาพัทธ์ ต่อไปว่า ที่ผ่านมาหากเจ้าหน้าที่แจ้งให้ สส. นำร่างกฎหมายกลับมาแก้ไขข้อบกพร่อง การปฏิบัติตาม เป็นเพราะ สส. ต้องการให้ร่างกฎหมายของตนผ่านสภาฯ หรือไม่ โดยว่าที่ ร.ต. อาพัทธ์ เบิกความว่า อยู่ที่ดุลพินิจของท่าน ตนเองคงไม่สามารถตอบแทนได้
นิธิ ละเอียดดี ทีมกฎหมายพรรคประชาชน เปิดเผยภายหลังการสืบพยานว่า ศาลสั่งยกเลิกวันไต่สวนพยาน ฝั่งผู้คัดค้านออกจำนวน 4 นัด โดยไม่ได้ตัดชื่อพยานผู้คัดค้านออกแม้แต่ปากเดียว พร้อมสั่งให้ฝั่งผู้คัดค้านทำตารางสำหรับพยานในการไต่สวนใหม่ โดยให้ในแต่ละนัดมีพยานมาไต่สวนนัดละ 4-5 ปาก และให้ส่งภายใน 15 วัน
สำหรับพยานปากแรก ในฝั่งผู้คัดค้านที่จะเข้ารับการไต่สวนคือ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และจะมีนักวิชาการอื่นๆ อีก พร้อมยืนยันว่า พิธา และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน มีกำหนดจะเข้ารับการไต่สวนเช่นกัน
กำหนดการไต่สวนพยานนัดที่ 3 ศาลนัดในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เวลา 9.30 น. เบื้องต้นจะเป็นพยานฝั่ง ป.ป.ช. ซึ่งจะเป็น งูเห่าอดีต สส.พรรคก้าวไกล
อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลยกเลิกวันไต่สวนใน 4 นัดสุดท้าย ได้แก่ วันที่ 20 , 27 เมษายน 2570 และวันที่ 11 , 18 พฤษภาคม 2570 จะทำให้การไต่สวนในคดีนี้ จบในเดือนมีนาคม 2570




