แม่ทัพบก : ผู้กำหนดทิศทางลมระหว่าง ‘ทหาร - รัฐบาลพลเรือน’ กับแนวโน้ม ‘การปฏิรูปกองทัพ’

20 เม.ย. 2566 - 10:40

A-SPACEBAR-Thumbnail
  • ถอดปัจจัย การเข้าสู่ตำแหน่ง ‘ผบ.ทบ.’ ผู้มีอำนาจ ‘ปฏิรูปกองทัพ’ และ ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘กองทัพ - รัฐบาบพลเรือน’ ผ่านความเห็นเชิงวิชาการ

  • ‘ปิยะภพ เอนกทวีกุล’ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชี้ การเปลี่ยนแปลงของทหารขึ้นอยู่กับชุดความคิด และการไม่เปิดช่องโหว่วของประชาชน เพื่อนำไปสู่ ‘การรัฐประหาร’

ว่าด้วยเรื่องบทสนทนาค้างคาระหว่างผู้เขียนกับ ‘ปิยะภพ เอนกทวีกุล’ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง’ ที่คุยกันต่อเนื่องจากบทความ อ่านความคิด ‘ผู้นำเทรนด์ นศท.’ ต่อ ‘นโยบายยกเลิกเกณฑ์ทหาร’ ชิมลางสมรภูมิเลือกตั้ง ที่ว่ากันด้วยนโยบายยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหาร ที่พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเสนอเป็นธงรบ ในสนามเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 

หากท่านอ่านจนครบถ้วนใจความ เนื้อหาจะสิ้นสุดอยู่ที่ปุจฉาทิ้งท้ายชวนคิดเรื่อง ‘การปฏิรูปกองทัพ’ ซึ่งก่อนจะกล่าวถึงต่อเนื่อง ผู้เขียนขอหยิบยกประเด็นทางกองทัพที่ถูกจับตาไม่แพ้การเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้อ่านทำความเข้าใจพอหอมปากหอมคอ เพราะต้นเดือนตุลาคมนี้ จะเป็นห้วงของการโยกย้ายปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ใน 4 เหล่าทัพที่น่าจับตา เป็นผลสืบเนื่องจากการเกษียณอายุราชการของ แกนนำ ‘เตรียมทหาร 22’ สู่ คิวรุ่นน้อง ‘เตรียมหทาร 23’ ที่จะเข้ามาคุมบังเหียนแทนรุ่นพี่ในฐานะ ‘ผู้บริหารกองทัพ’ 

หากเจาะลึกไปที่ ‘กองทัพบก’ นักข่าวสายทหารหลายสำนัก จับสัญญาณท่าที ‘ตท.23’ อย่างใกล้ชิด คาดการณ์ไว้ว่า ‘ว่าที่แม่ทัพบก’ ผู้่จะตบเท้าเข้ารับ่สานต่อจาก ‘บิ๊กบี้’ พลเอกณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ไม่พ้นนายทหาร ‘กลุ่ม 5 เสือทบ.’ ได้แก่  

‘บิ๊กต่อ’ พลเอกเจริญชัย สินเธาว์ รอง ผบ.ทบ. และรอง ผบ.ฉก.ทม.รอ 904 น้องรักสายตรงของ ‘บิ๊กตู่’ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเติบโตมาจาก ‘กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์’ เรียกได้ว่าตั้งไข่มาด้วยกันตั้งแต่เป็น ‘ทหารเสือราชินี’  

อีกคนที่น่าจับตาไม่พ้น ‘บิ๊กโต’ พลเอกสุขสรรค์ หนองบัวล่าง ผช.ผบ.ทบ. และ เสธ.ฉก.ทม.รอ 904 มีถิ่นกำเนิดมาจาก ‘กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์’ จึงให้น้ำหนักว่าเป็นน้องเลิฟ ‘บิ๊กป้อม’ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งแคนดิเดต ผบ.ทบ. ล้วนเป็น ‘ทหารคอแดง’ สาย ‘บูรพาพยัคฆ์’ ผลผลิตน้ำดีจาก ‘กองพลทหารที่ 2 รักษาพระองค์’
https://images.ctfassets.net/i3o8p9lzd06f/5212Sx3z7wWGKl6X0FRSu0/a1b9c1516ed0f3a15b21fd86076780bb/A-SPACEBAR-Photo01
เชื่อว่าผู้อ่านบางท่านต้องตั้งคำถามว่า ทำไมผมถึงเลือกเจาะจงโผล ‘แม่ทัพบก’ เป็นพิเศษ ก็เพราะ กองทัพบกเป็นขุมกำลังหลักของประเทศ มีกำลังพลประจำการและงบประมาณสูงสุด รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘การเมือง’ และ ’การรัฐประหาร’ มากที่สุดด้วย ซึ่งปัจจัยเรื่องการยึดอำนาจ ถือเป็น ‘หัวใจ’ แนวคิดการปฏิรูปกองทัพที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตย มักนำเสนอผ่านนโยบายมาตลอดช่วงให้หลัง  

ในฐานะนักวิชาการด้านการเมือง - การทหาร อาจารย์ปิยะภพ ให้ข้อมูลกับผู้เขียนว่า ผู้บัญชาการทหารบก ถือเป็นผู้มีส่วนอย่างมากกับปรับเปลี่ยนหรือพัฒนากองทัพบก อย่างแอคชันที่เห็นกันมาโดยตลอดของ ‘พลเอกณรงค์พันธ์’ ในฐานะ ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน ที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับทหารบก  

ถือเป็นก้าวแรกที่ดูดี โดยเฉพาะการออกนโยบายเปิดกว้างเรื่องการเมือง เปิดให้นักการเมืองสามารถเข้ามาใช้พื้นที่หาเสียงภายในหน่วยงานของกองทัพบกได้ทั่วประเทศ และออกเป็นคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้บังคับบัญชาชักจูงเรื่องการเมืองกับทหารใต้บังคับบัญชาด้วย ซึ่งสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงมาจากกระแสการตั้งคำถามหน่วยงานความมั่นคงของ ‘พรรคอนาคตใหม่’ เมื่อคราวเลือกตั้งใหญ่ปี 2562
https://images.ctfassets.net/i3o8p9lzd06f/19d5uBmFY0jvfFrSm3fpaF/f95d4f501c34c7a78f874481a83d8001/A-SPACEBAR-Photo02
Photo: พลเอกณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก
ถ้าพลเอกณรงค์พันธ์เลือกเดินเกมเยี่ยง ‘บิ๊กแดง’ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. คงไม่วายถูกตำหนิ และกระแสทหารคงถูกโจมตีต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับกองทัพไม่ว่าจะมิติใดๆ แต่กลับเป็นการดีต่อความสัมพันธ์กับรัฐบาลพพลเรือนในอนาคต ดังนั้นวิสัยทัศน์และการแสดงออกของ ‘ผบ.ทบ.’ จึงส่งผลต่อภาคการเมืองและการปฏิรูปกองทัพโดยตรง 

เห็นได้จากประวัติศาสตร์ความมั่นคงไทย ผบ.ทบ. หลายยุคมีทัศนคติเฉกเช่นเดียวกับบิ๊กบี้ อย่าง ‘พลเอกวิมล วงศ์วานิช’ ที่แสดงจุดยืนว่าทหารจะไม่ยุ่งกับภาคการเมือง และจะทำตามนโยบายที่ดีของรัฐบาล ขณะที่ ‘พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร’ ก็เคยบอกว่าทหารพร้อมจะช่วยแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ช่วงที่ประเทศไทยเผชิญหน้ากับ ‘วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง’ หรือแม้กระทั้งสมัย ‘พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์’ ที่ปลูกฝังเรื่องประชาธิปไตยในหน่วยงานทหาร และย้ำคำว่าห้าม ‘ทหารไม่ควรยุ่งกับการเมืองเด็ดขาด’ 

“พลเอกสุรยุทธ์เคยบอกไว้ว่า ถ้าทหารจะเล่นการเมืองต้องลาออกมาเลือกตั้ง แต่พอหมดยุคของบิ๊กแอ๊ด ผบ.ทบ. รุ่นหลังก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับจนมาถึงทุกวันนี้ในยุคของบิ๊กบี้อที่แสดงวิสัยทัศน์ในทิศทางทีดีต่อภาคการเมือง ดังนั้นสิ่งสำคัญอยู่ที่ชุดความคิดให้ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน กองทัพก็ต้องพร้อมจะทำงานร่วมได้ทั้งหมด ต้องมืออาชีพและไม่มีอคติต่อรัฐบาลพลเรือน” ปิยะภพ กล่าว 
https://images.ctfassets.net/i3o8p9lzd06f/1GTdScD0jAMTNRvlouwrV7/839dfaf71bb2be83b61020047d0ac0f4/A-SPACEBAR-Photo03
Photo: ปิยะภพ เอนกทวีกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เมื่อถามว่าหาก ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคก้าวไกล’ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะสามารถดำเนินำการปฏิรูปกองทัพ และปิดกั้นการทำรัฐประหารได้หรือไม่ อาจารย์ปิยะภพ อธิบายว่า ส่วนหนึ่งของเหตุผลในการรัฐประหาร คือ รัฐบาล - กองทัพ - ประชาชน ไม่สามารถหาจุดร่วมกันได้ บางครั้งทหารมองนักการเมืองพยายามสร้างเงื่อนไขทำให้ต้องรัฐประหาร บางครั้งกองทัพก็ไม่อยากมีส่วนร่วมกับการยึดอำนาจแต่ประชาชนก็สร้างเงื่อนไขด้วยเหตุผล ‘สถานการณ์สุกงอม’ 

นักวิชาการชาวต่างชาติ เคยนำเสนอทฤษฎี ว่าการยึดอำนาจกับความล้มเหลวสามารถเกิดขึ้นได้ 4 รูปแบบ 1) หากกองทัพมีชุดความคิดยึดอำนาจอยู่แล้ว และใช้โอกาสในวันที่มีประชาชนให้กับสนับสนุน แนวโน้มความสำเร็จเป็นไปได้สูง 2) หากกองทัพไม่มีชุดความคิดดังกล่าว ปล่อยให้ภาคการเมืองแก้ปัญหาเอง และประชาชนไม่สนับสนุน การยึดอำนาจจะไม่เกิดขึ้น 3) หากกองทัพคิดจะก่อแต่ประชาชนไม่หนุน การยึดอำนาจอาจเกิดขึ้นแต่ก็อาจจะล้มเหลว หรือถ้าสำเร็จก็อยู่ในอำนาจไม่ได้นาน และ 4) หากประชาชนเรียกร้องให้รัฐประหาร กองทัพอาจไม่ทำ แต่ถ้าหากทำเมื่อไหร่ก็จะกลับไปเป็นเงื่อนไขข้อแรก
https://images.ctfassets.net/i3o8p9lzd06f/6KmualMjQI6OKogrk3KBYl/02ca3b56133030dacbbb9c998c51e86c/A-SPACEBAR-Photo04
สรุปง่ายๆ คือการรัฐประหารจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ 3 องค์ประกอบที่กล่าวไปแล้วข้างต้น คือ รัฐบาล กองทัพ และประชาชน ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน อย่างน้อยถ้าไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการสร้างสถานการณ์กองทัพจะไม่มีทางยึดอำนาจ ดังนั้นสิ่งที่ควรจะเป็นเมื่อเกิดปัญหาความวุ่วาย กองทัพต้องแสดงบทบาทว่าปัญหาการเมืองก็ต้องแก้ด้วยภาคการเมืองไม่ใช่ทหาร 

ในส่วนอนาคตผู้บัญชาการทหารบกที่เข้ามารับช่วงต่อ จะมีโอกาสทำรัฐประหารหรือไม่ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ให้ความเห็นว่า คงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะนโยบายของพลเอกณรงค์พันธ์ชัดเจนแล้วไม่ต้องการยึดอำนาจ ทั้งในส่วนบุคคลที่จะเข้ามาในตำแหน่งแม่ทัพบกล้วนเป็น ‘ทหารคอแดง’ ซึ่งต้องปฏิบัติตามพระราชดำริขององค์พระประมุข ว่าทหารต้องทำหน้าที่พิทักษ์รักษา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน นี่จึงเป็นการการันตีความยากในการก่อการยึดอำนาจ เพราะทหารที่ดีย่อมปฏิบัติตามธรรมเนียม 

“ด้วยจารีตการปฏิบัติที่มีมาว่า ต้องเป็นทหารอย่างแท้จริงไม่ฟักใฝ่การเมือง ซึ่งผมมองว่า ผบ.ทบ. คนต่อไปทุกคนต้องเป็นทหารคอแดงหมดตามธรรมเนียม และอย่างน้อยที่สุด ผบ.ทบ. ท่านปัจจุบันไม่พูดเรื่องการเมือง ก็จะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าทุกคนจะไม่ยึดอำนาจ ผมก็หวังให้เป็นแบบนะ” ปิยะภพ เอนกทวีกุล กล่าว
https://images.ctfassets.net/i3o8p9lzd06f/3qX2ouE6QwlQOYnr0Wa3k2/45161d74e7f4ec6c53935d012afbaebc/A-SPACEBAR-Photo05
ท้ายที่สุด อาจารย์ปิยะภพ ได้ฝากแง่คิดถึงผู้อ่านทุกท่านว่า การศึกษาเรื่องการเมืองและกองทัพยังเป็นประเด็นสำคัญอยู่ อย่างน้อยที่สุด ‘ทหาร’ ยังเป็น ‘ตัวละครเอก’ ในละครการเมืองไทยและโลกสากล โดยเฉพาะในยุคที่ประชาธิปไตยถดถอย ‘ไม่มีใครสามารถแยกทหารออกจากการเมืองได้’ แม้ว่าจะมีนโยบายปฏิรูปกองทัพ แต่กองทัพก็ยังต้องเป็นส่วนหนึ่งของภาคการเมือง  

ในส่วนบทบาทจะมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทัพและความเข้มแข็งของรัฐบาลพลเรือน เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเข้ามายุ่งวุ่นวายเกี่ยวกับอำนาจบริหาร 

หวังว่าทิศทางของกองทัพข้างหน้าจะดีวันดีคืน...

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์