ทักษิณจะทำอะไรต่อไป หลังฝัน #ทักษิณกลับบ้าน กลายเป็นจริง

25 ส.ค. 2566 - 02:36

  • เลี้ยงหลาน เป็นที่ปรึกษา และครู เป็นสิ่งที่ทักษิณปรารถนาหลังกลับเมืองไทย

  • ทักษิณและคนใกล้ชิดพูดชัดเจนว่า เขาจะไม่ยุ่งกับการเมืองแล้ว แต่จะจริงหรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

TAGCLOUD-thaksin-comehome-what-next-SPACEBAR-Thumbnail
ความฝันของ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นจริง เมื่อวันอังคารที่ 22 สิงหาคม 

ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน (21 สิงหาคม) ทักษิณทวีตเป็นสัญญาณยืนยันว่า ครั้งนี้จะกลับมาแน่นอน
 

ถึงอย่างไรก็ยังไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า ทักษิณจะได้กลับบ้านจริงๆ 

คนที่ติดตามข่าว #ทักษิณกลับบ้าน รู้ดีว่าทักษิณปรารถนาจะกลับบ้านตั้งแต่ปีที่ถูกรัฐประหาร (พ.ศ.2547) ตลอดมา แต่ด้วยเงื่อนไขส่วนตัวและสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่อาจวางใจ การกลับบ้านของทักษิณ จึงเป็นแค่สคริปต์ของละครชีวิตที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง 

จนกระทั่ง วันที่ 22 สิงหาคม ราว 9.30 น. ภาพถ่ายทอดสดจากสื่อมวลชนทุกสำนัก จับภาพอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ตัวเป็นๆ ที่กำลังเดินออกจากประตูหน้าอาคารผู้โดยสาร อากาศยานส่วนบุคคล สนามบินดอนเมือง
https://images.ctfassets.net/i3o8p9lzd06f/3oAXQ5so54VDkQlLJvUqaS/87a3f624936ed16ea9c89f70de276fe9/TAGCLOUD-thaksin-comehome-what-next-SPACEBAR-Photo01
Photo: SPACEBAR
ไม่ว่าคุณจะชอบหรือชัง ทักษิณ ชินวัตร ภาพนี้คือข้อเท็จจริงที่บอกว่า ความฝันอันยาวนานกว่า 17 ปีของตัวละครสำคัญคนหนึ่งของการเมืองไทย ที่วันนี้กลายเป็นคนสูงวัย เช่นเดียวกับตัวละครร่วมยุคสมัยเดียวกันอีกหลายคน ได้กลายเป็นจริงแล้ว 

เปรียบกับละครเวที นี่อาจไม่ใช่อวสาน แต่เป็นการจบองก์ (Act) หนึ่ง เพื่อเริ่มต้นฉากชีวิตในองค์ใหม่หรือบทต่อไป ซึ่งน่าสนใจว่า ทักษิณจะเลือกแสดงบทอะไร...หลังจากนี้ 

แม้สุนทรภู่จะบอกว่า ใจมนุษย์ “มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด” แต่การสืบค้นกลับไปยังข้อความและคำให้สัมภาษณ์เก่าๆ ของทักษิณ อาจช่วยให้พอเห็นปรารถนาในใจของทักษิณในฉากชีวิตบทต่อไป 

เลี้ยงหลาน 

ทักษิณบอกความปรารถนานี้ชัดเจนผ่านทวีต ‘ขออนุญาตกลับบ้าน’ เมื่อต้นพฤษภาคม (9 พฤษภาคม) 

“...ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน...” 

โดยในทวีตเดียวกัน ทักษิณสื่อสารว่า “ผมก็แก่แล้ว” และคงเหมือนคนแก่ทั่วๆ ไป ที่อยากใช้เวลาในชีวิตอยู่กับครอบครัว
 

เมื่อย้อนกลับไปดูบทสัมภาษณ์ เมื่อ พ.ศ.2565 ในหนังสือ Thaksin Shinawatra: Theory and Thought, หน้า 109 ทักษิณก็พูดให้ทำนองเดียวกันว่า 

“ถ้ากลับไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่าง ได้กลับไปอยู่กับครอบครัวแล้ว มันก็จบทุกอย่าง ซึ่งวันนั้น วันที่ผมกลับไปอยู่กับครอบครัว ผมก็ต้องทำตัวให้แข็งแรงขึ้นเพื่อชดเชยเวลาที่หายไป” 

เวลาที่หายไปที่ทักษิณพูดถึง คือช่วงเวลาที่ต้องลี้ภัยในต่างแดนกว่า 17 ปี คิดเป็น 23% หรือราว 1 ใน 5 ของช่วงเวลาชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา 

หากดูจากช่วงอายุในวันที่ลี้ภัย เวลานั้นทักษิณอายุ 57 ปี เทียบกับคนทำงานทั่วไปที่เกษียณอายุตอน 60 ปี หมายความว่า เขาใช้เวลาในช่วงชีวิตเกษียณหมดไปกับการ “เป็นคนแดนไกล โดดเดี่ยวเดียวดายทุกวัน” (ข้อความจากเพลง จากคนแดนไกล ร้องโดย Tony Woodsome)
https://images.ctfassets.net/i3o8p9lzd06f/5BqFPHAhIuDiSSBOfxrj2n/389fd9673910b7ea5ec54991b8a7b996/TAGCLOUD-thaksin-comehome-what-next-SPACEBAR-Photo02
Photo: FB: Ing Shinawatra
ความรู้สึกของทักษิณที่พูดผ่านการคำประกาศ “กลับบ้าน” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา น่าจะบอกได้ว่า แม้จะมีทรัพย์สินระดับมหาเศรษฐี ซื้อความสะดวกสบายใดๆ มาปรนเปรอก็ได้ ก็ไม่อาจแทนค่าเป็นความสุขได้ทั้งหมด 

ทักษิณบอกว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้คือ “happiness is at home ความสุขอยู่ที่บ้าน” และ “rich and famous ไม่ใช่คำตอบ” (หนังสือ Thaksin Shinawatra: Theory and Thought, หน้า 31

ครู-ที่ปรึกษา 

‘ไม่ยุ่งกับการเมืองแล้ว’ คือแมสเสจที่ทักษิณมักพูดถึงเสมอ ถ้าหากเขาได้กลับเมืองไทย เพราะยังมีอีกหลายอย่างในชีวิตที่เขาอยากทำ และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง 

เรื่องนี้ ‘โอ๊ค’ พานทองแท้เคยพูดเช่นกัน ว่าพ่อไม่ได้เอนจอยการเมืองแล้ว พ่อเอนจอยการอยู่กับหลานกับลูก อยากใช้เวลาด้วยกันมากที่สุด เพราะถือเป็นบั้นปลายชีวิตเขาแล้ว ถ้าเขาเป็นครูได้ เป็นที่ปรึกษาได้ ไม่มีสิทธิ์เลยที่พ่อจะกลับมาเล่นการเมืองอีก (Thaksin Shinawatra: Theory and Thought, หน้า 130

ทักษิณจะไม่ยุ่งกับการเมืองได้จริงไหม คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูบทสัมภาษณ์ในหนังสือ Conversations with Thaksin (เขียนและสัมภาษณ์โดย ทอม เพลต - Tom Plate) ที่ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2554 หรือ 12 ปีที่แล้ว ทักษิณพูดถึงบทบาทของเขา ถ้าได้กลับประเทศไว้อย่างลงรายละเอียดพอสมควร 

ทอม: “แต่ถ้าคุณจะกลับไป จำเป็นไหมที่จะต้องกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี คุณสามารถกลับไปเป็นที่ปรึกษาอาวุโสให้กับนายกรัฐมนตรีแบบที่ ลี กวนยู ของสิงคโปร์ เคยเป็นอยู่หลายปีได้ไหม?” 

ทักษิณ: “ผมไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรทั้งนั้น” 

ทอม: “คุณจะกลับไปเป็นแบบโซเนีย คานธี มีอำนาจอยู่เบื้องหลังเก้าอี้ นายกรัฐมนตรีอินเดียได้ไหม?” 

ทักษิณ: “ผมไม่จำเป็นเลยที่จะเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ยกตัวอย่างหน่อยว่าถ้าพระมหากษัตริย์จะทรงมีพระเมตตามากพอที่จะแต่งตั้งให้ผมเป็นที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ผมก็สามารถที่จะทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีเงินมากขึ้น ดังนั้น ถ้าทางพระราชวังแต่งตั้งให้ผมได้รับตำแหน่งอะไรในวังก็ได้ มันก็จะทำให้ผมไปยุ่งกับการเมืองไม่ได้ ตำแหน่งในวังแบบนั้นจะมีผลบังคับให้ผมไม่อาจเล่นการเมืองได้” 

ทอม: “ถ้าอย่างนั้นคุณก็อาจรับตำแหน่งที่แต่งตั้งโดยพระราชสำนักใช่ไหม?”

ทักษิณ: “ใช่ครับ แต่ผมไม่อยากได้ตำแหน่งองคมนตรี ผมไม่ต้องการทะเยอทะยานถึงขนาดนั้น ผมต้องการเพียงพิสูจน์ว่าผมเป็นประโยชน์ต่อประเทศของผม และประชาชนของผม... เมื่อผมได้กลับไป...” 

เทียบคำในวันนั้นเมื่อ 12 ปีก่อน กับคำของทักษิณเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.2565) ดูเหมือนดีกรีความทะเยอทะยานในน้ำเสียงของเขาจะลดลงไปไม่น้อย 

“ผมเองจะอย่างไรก็ไม่ได้กลับเข้าไปสู่การมีอำนาจอยู่แล้ว มันจบแล้ว แก่ขนาดนี้แล้ว แต่ในเมื่อมีประสบการณ์เรายิ่งเรียนรู้มากขึ้น ยิ่งมาเห็นมากขึ้น ก็ยิ่งห่วงใยประเทศไทยและคนไทยมากขึ้น” (Thaksin Shinawatra: Theory and Thought, หน้า 101

แต่เนื้อหาใจความยังหมายถึง การได้แชร์ความรู้และประสบการณ์เพื่อประโยชน์ต่อสังคม ยังเหมือนเดิม



ส่วนจะมาในบทบาทใด ครู ที่ปรึกษา หรือตำแหน่งใด (และจะวางมือจากการเมืองได้หรือไม่) สิ่งที่ทักษิณทำหลังจากนี้เป็นต้นไป จะเป็นคำตอบ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์