สะกิดวิวาทะ หนู -หนิม ‘มาร์ค’ ปมเก่าขยี้ก่อนบอก ‘งดออกเสียง’

19 มี.ค. 2569 - 12:46

  • ‘จุลพันธ์’ หนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ชี้ผ่านกลไกตรวจสอบแล้ว ย้ำไม่ตัดสินใครดี–เลวแทนระบบ

  • ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ สะกิดเวทีสภา ปม ‘หนู–หนิม’ ก่อนงดออกเสียงโหวตนายกฯ

  • ชี้จริยธรรมสำคัญกว่ากฎหมาย

สะกิดวิวาทะ หนู -หนิม ‘มาร์ค’ ปมเก่าขยี้ก่อนบอก ‘งดออกเสียง’

ในการการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มี ‘โสภณ ซารัมย์’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีบุคคลได้รับการเสนอชื่อ 2 คน ได้แก่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ และ ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’  

‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบรัฐสภามาอย่างยาวนาน ยึดมั่นในหลักการและกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด ส่วนตัวเป็นห่วงเรื่องการอภิปรายคุณสมบัตินายกฯ ซึ่งจะต้องอยู่ในกรอบข้อบังคับการประชุม ไม่อนุญาตให้ใส่ร้ายป้ายสีหรือพูดเท็จ ซึ่งพยายามยึดมั่น ไม่พูดถึงบุคคลในทางเสียหายโดยที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ทราบใดๆ  

แม้วันนี้จะไม่ได้พูดถึงคุณสมบัติของทั้งสองคนมากนัก เพราะไม่ใช่พระโสดาบันที่จะไปชี้กล่าวโทษว่าใครดีใครเลว แต่ตามระบอบประชาธิปไตยมีกลไกอยู่แล้ว การเข้าสู่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของทุกพรรคการเมืองได้รับการพิสูจน์ตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กกต. ซึ่งทั้งสองรายชื่อได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติมาอย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้นทุกคนที่มีชื่อ ทุกคนมีประวัติ และการทำงาน หากมีประเด็นที่เป็นข้อสงสัยในสภาฯ ยังมีกระบวนการต่อเนื่อง เช่น กระทู้ถาม สร้างญัตติกันอภิปรายไม่ไว้วางใจประเภทต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบที่เข้มข้น พิสูจน์ชัดว่าสิ่งที่ทุกคนสงสัยในบุคคลที่รับตำแหน่งได้ประพฤติชอบ ปฏิบัติถูกต้องตามคำร้องของระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ 

สำหรับญัตติในวันนี้  พรรคเพื่อไทยมีมติเป็นเอกฉันท์โดยไม่มีการครอบงำว่าจะมีมติเห็นชอบให้ ‘อนุทิน’ ดำรงตำแหน่งนายกฯ เราผ่านการเลือกตั้งมาหมาด ๆ ซึ่งพรรคเพื่อไทยรับฟังเสียงของประชาชน พรรคภูมิใจไทยผ่านการคัดเลือกเข้ามามีจำนวน 191 เสียง มากกว่าพรรคอันดับสอง และมากกว่าพรรคเพื่อไทยที่อยู่อันดับ 3 อย่างมีนัยยะสำคัญ  

“ขอกราบขอบพระคุณ พรรคภูมิใจไทยที่ให้เกียรติส่งเทียบเชิญพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าร่วมรัฐบาล นอกจากเสียงที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญแล้วสำหรับพรรคเพื่อไทยการนำนโยบาย และอุดมการณ์ของพรรคไปสู่การเป็นรัฐบาล เพื่อนำนโยบายเหล่านั้นไปสร้างให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะเรายึดมั่นในการหาเสียงเลือกตั้งกับประชาชนและนำนโยบายมาทำให้เกิดขึ้นจริง” 

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญและได้รับการตอบรับอย่างดีจากพรรคภูมิใจไทยคือ การนำนโยบายของพรรคเพื่อไทยไปบรรจุรวมเพื่อออกมาเป็นนโยบายแห่งรัฐ หลายนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะนำแถลงต่อรัฐสภา เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน แต่วันนี้รัฐบาลรักษาการ มีอำนาจไม่เต็ม ไม่สามารถดำเนินการภารกิจบางประเภทได้ เพราะมีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะรีบเลือกนายกฯ คนใหม่เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และมีรัฐบาลอำนาจเต็มไปแก้ปัญหาให้กับประชาชน 

ปัญหาที่ถาโถมใส่ประชาชน อาทิ หนี้ ความสามารถการแข่งขันของประเทศ เศรษฐกิจปากท้อง ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบต่อวิกฤติน้ำมันในปัจจุบัน พวกเราในฐานะ สส.ห่วงไม่แพ้กัน จึงต้องเร่งเลือกนายกฯ เพื่อให้ได้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มแก้ปัญหาในทุกมิติ พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าหากมีโอกาสร่วมรัฐบาล มีตำแหน่งสามารถดำเนินการในคณะรัฐมนตรี เราจะนำปัญหาของประชาชนแก้ไข ฝากสภาฯ ในฐานะที่เป็นเสียงแห่งประชาชน ภาระหน้าที่ของ สส.ไม่ว่าจะฟากฝั่งใด การติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐคงไม่ได้แตกต่างกัน หากมีอะไรผิดพลาดหรือการทุจริตคอรัปชั่น สมาชิกพรรคเพื่อไทย 74 คน จะไม่อยู่นิ่งเฉย พร้อมที่จะเป็นปากเสียงนำเสนอปัญหาในสภาฯ และสะท้อนความเดือดร้อนไปยังรัฐบาล 

“ผมในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทยขอเป็นตัวแทนของสมาชิก 74 คน ยืนยันว่าเราสนับสนุนญัตติเลือกคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งครับ”

จุลพันธ์ ทิ้งท้าย 

ขณะที่ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยขอหารือให้แยกประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนออกจากวาระพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้สภาหยิบยกสถานการณ์วิกฤตมาหารืออย่างเป็นระบบภายหลัง และให้รักษาการนายกฯ ชี้แจงต่อประชาชนโดยตรง 

จากนั้น อภิสิทธิ์เข้าสู่สาระการพิจารณา โดยย้ำว่าการให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องอ้างอิง ประมวลจริยธรรม สส. ควบคู่กับรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้ต้องพิจารณาทั้งความรู้ความสามารถและพฤติกรรมทางจริยธรรม ไม่ใช่จำกัดเพียงศักยภาพในการทำงาน 

ในช่วงหนึ่งของการอภิปราย อภิสิทธิ์กล่าวถึงบรรยากาศช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยพาดพิงถึงภาพจำ ‘หนู–หนิม’ ว่า ส่วนตัวไม่ได้มีโอกาสฟังวิสัยทัศน์ของ ‘อนุทิน’  มากนัก แต่กลับได้ฟัง ‘ณัฐพงษ์’ มากกว่า และถึงขั้นค่อนข้างเคลิ้มตาม ‘หนิม’ ที่พูดถึง ‘หนู’  

อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ย้ำว่าประเด็นหลักที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถสนับสนุนอนุทินได้ คือเรื่องคดีความ และเรื่องจริยธรรม โดยเฉพาะกรณีคดี ‘ฮั้ว สว.’ ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่อาจกระทบโครงสร้างประชาธิปไตย หากวุฒิสภาถูกครอบงำและส่งผลต่อความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ 

อภิสิทธิ์ระบุว่า ปัจจุบัน ‘อนุทิน’ ยังมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในกระบวนการของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และอยู่ในข่ายการสอบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ แม้คดียังไม่สิ้นสุด แต่สถานะ ดังกล่าวเพียงพอให้ต้องตั้งคำถามในเชิงจริยธรรม และไม่เหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ ยังยืนยันว่า ไม่สนับสนุน ‘ณัฐพงษ์’ ด้วยมาตรฐานเดียวกัน จากกรณีถูกชี้มูลโดย ป.ป.ช. และอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ 

ท้ายที่สุด หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การงดออกเสียงไม่ใช่การเปิดทางร่วมรัฐบาล แต่เป็นการยึดหลักการทางการเมืองที่ต้อง ‘สูงกว่ากฎหมาย’ และยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่พรรคการเมืองยังมีตัวเลือกอื่นที่ไม่มีข้อกังขา แต่ไม่ได้รับการเสนอชื่อ ส่งผลให้พรรคจำเป็นต้อง “งดออกเสียง” ในการโหวตครั้งนี้ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์